ตถตา

ตถตา

บทความที่ได้รับความนิยม

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

เมื่อฅนหนองบัวไม่หนี...มีแต่สู้รู้รักษาทะเล

ที่ชุมพร

ไพโรจน์ สิงบัน
เพลินสถาน สวนสร้างสุขหมากปาล์มเมืองนคร

“ทรัพยากรทางทะเลเปรียบเสมือนชีวิตจิตวิญญาณของชุมชนชาวประมง และทุกวันนี้ถูกทำลายไปมาก ทำให้คุณภาพชีวิตยิ่งย่ำแย่ และไม่มีทางออกอื่น จึงมีแต่การรวมกลุ่มรักษาฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของทะเล เท่านั้นคือคำตอบ”

ปลูกบ้าน สร้างเมือง ที่หนองบัว
ชุมชนบ้านหนองบัว ได้รับการบอกเล่าว่าเป็นชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตอนล่างของปากแม่น้ำอำเภอละแม ฝั่งอ่าวไทย ที่มีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ของคนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ต่อมาเกิดการอพยพเข้ามาครั้งสำคัญหลังจากเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ถล่มแหลมตะลุมพุก ปี ๒๕๐๕ ผู้คนจำนวนมากมาจากอำเภอหัวไทร เชียรใหญ่ ชะอวด และปากพนัง ส่วนหนึ่งล่องเรือใบมาขึ้นที่ปากอ่าวแถวหนองบัว อีกส่วนหนึ่งนั่งรถไฟมาลงที่สถานีละแม แล้วเดินเท้าเข้ามา

“...ลุง บ้านเดิมอยู่ตำบลบางจาก ลงเรือใบที่ปากน้ำแถวๆ บางจาก มาราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มาขึ้นคลองใกล้ๆ นี้...แต่ก่อนมีแต่ป่าเสม็ด ป่าเลน พอเข้ามาอีกนิดพบบ้านชาวประมงอยู่สองถึงสามหลังที่เขาอยู่ก่อนแล้ว ไม่รู้อยู่มานานแค่ไหน....” คำบอกเล่าจากผู้อาวุโสของชุมชนที่เป็นคนแรกๆ มาบุกเบิกนำทางสร้างบ้านแปลงเมืองให้ลูกหลานได้มารวมกัน

ในทางประวัติศาสตร์ของชุมชน ยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัดว่ามีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในเขตนี้มาก่อนหรือไม่ แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องเล่าของ วัดโบส ว่าตั้งอยู่กลางหนองบัวอันเป็นสระน้ำร้างในชุมชนนี้ โดยมีการเล่ากันของคนในเขตชุมชนโบราณที่ปากแม่น้ำหลังสวน ว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของพุทธสถานสำคัญ และอีกอย่างชุมชนนี้อยู่ระหว่างเขตชุมชนโบราณที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น พุมเรียง ไชยยา ท่าชนะ เขาสามแก้ว ชุมพร ตลอดชุมชนสมัยอยุธยาตลอดปากแม่น้ำฝั่งอ่าวไทยเรื่อยลงมา ทำให้ชุมชนนี้มีความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่มีการศึกษากันทั้งในส่วนของชาวบ้านและนักวิชาการ จนถึงคราวที่ชุมชนได้ทำโครงการร่วมกับโครงการดับบ้านดับเมือง จึงได้นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงกัน ตามเรื่องเล่าของหนองบัวอันเป็นสระน้ำสาธารณะของชุมชน และใช้เป็นชื่อของหมู่บ้านอยู่ในขณะนี้

ส่วนชุมชนหนองบัวที่ชาวบ้านนึกย้อนอดีตและรับรู้ได้ พบว่า สมัยก่อนมีความรักความสามัคคีกลมเกลียวกันมาก ช่วยเหลือลงแรงกันสร้างบ้าน เพราะกว่าจะได้บ้านแต่ละหลังนั้นยากลำบากสุดแสน ต้องเดินลุยป่าชายเลนที่ลึกถึงเอวไปชื้อหาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่อำเภอละแม(แต่ก่อนเป็นตำบลละแมขึ้นกับหลังสวน) เรือหรือเกวียนก็ไม่สามารถผ่านได้ การสัญจรมีทางเดียวคือเดินไปและกลับ ขากลับจึงทุลักทุเลด้วยสัมภาระที่จะนำมาสร้างบ้าน หากไม่มีความร่วมมือร่วมใจและการลงแรง บ้านแต่ละหลังก็ไม่สามารถสร้างเสร็จได้ นอกจากช่วยกันยกบ้านแล้ว สาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น ถนนหนทาง ชาวบ้านที่นี่ก็ลงแรงกันเอง โดยใช้จอบ เสียม เครื่องไม้เครื่องมือที่หาได้ในหมู่บ้านร่วมกันสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน ในขณะที่ถนนลาดยางโดยงบประมาณของหน่วยงานราชการเพิ่งสร้างขึ้นเมื่อไม่เกินยี่สิบปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันชุมชนหนองบัว หมู่ที่ ๖ ต. สวนแตง อ. ละแม จ. ชุมพร มีจำนวนครัวเรือน ๑๒๐ ครัวเรือนและมีประชากร ๔๔๐ คน (ชาย ๒๒๓ คน หญิง ๒๑๗ คน) ประชากรจบการศึกษาเฉลี่ยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ ๙๐ ประกอบอาชีพประมง ส่วนที่เหลือประกอบอาชีพทำสวนปาล์มและสวนมะพร้าว ทำนาบ้างเล็กน้อย

หนองบัวโบสถ์
ประวัติศาสตร์ชุมชนหนองบัวยังไม่มีใครในชุมชนรู้ถึงความเป็นมาได้แน่ชัด หลายคนก็เชื่อว่าที่นี่เคยเป็นชุมชนเก่าแก่มาก่อน ก่อนที่จะมีการอพยพของผู้คนจากจังหวัดนครศรีธรรมราชมาอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายอย่างที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำที่ชาวบ้านใช้เรียกเป็นชื่อหมู่บ้าน “หนองบัว” เพราะมีบัวขึ้นเต็มสระ ก่อนที่จะตื้นเขินและสูญพันธุ์ไปเพราะน้ำเค็มที่ชัดเข้ามาในสระ และตรงบริเวณหนองบัวยังมีเสา ๓ ต้น ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเสาโบสถ์
ส่วนครอบครัวชาวประมงสองสามครอบครัวที่อาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้ความเป็นมาอย่างชัดเจนได้เช่นกัน เพียงได้ยินลำบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ว่า
“….คนเก่าๆ เขาเล่าให้ฟังว่า ที่นี่เคยมีวัด เคยมีโบสถ์ เวลาพระจะทำพิธีอะไรต้องมาทำที่นี้...”
“คนแถวๆ นี้ไม่มีใครรู้ ว่าหนองบัวมีโบสถ์ แต่คนที่หลังสวนเขารู้ว่าที่นี่มีโบสถ์ มีวัด”

และถึงแม้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชาวหนองบัวจะขาดช่วงหายไประยะหนึ่งบ้าง แต่คนที่มาอยู่ใหม่ก็ยังสำนึกถึงบุญคุณของพื้นที่ ได้พยายามรื้อฟื้นวัฒนธรรมเก่ากลับคืนมา และด้วยคนในชุมชนนับถือศาสนาพุทธทั้งหมด จึงได้ร่วมใจกันจัดงานประเพณีลอยกระทงขึ้นที่หนองบัวในวันที่ ๑๒ เมษายนพร้อมปล่อยปลาทุกปี และจัดงานบุญสารทเดือนสิบให้เป็นประเพณีสำคัญของชุมชน

ปลูกจิตสำนึก....ให้รักษ์หวงแหนทรัพยากร
บ้านหนองบัวมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งทางบกและทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์จากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ปิด คือ ทะเลมีมีแนวกองหินใต้น้ำหลายแนว ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิด เป็นการยากต่อการทำประมง บนฝั่งเองก็มีสภาพเป็นป่าพรุ ซึ่งยากต่อการเดินทางเข้า- ออกในชุมชน
แต่เมื่อความเจริญทางเศรษฐกิจพาณิชย์และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ในทะเลก็ถูกรุกด้วยนายทุนอวนรุนอวนลาก เผาผลาญทำลายทรัพยากรทางทะเลจนแทบจะไม่เหลืออะไรให้ชาวบ้านได้อยู่ได้กิน ส่วนบนบกนายทุนก็กวาดกว่านซื้อที่ดินริมทรายหาดทำธุรกิจการท่องเที่ยว และชาวบ้านเองก็ตกอยู่ในบ่วงเงินตรา ออกหาปลาหาปูเพื่อขายและนำเงินมาชื้อบริโภคนิยมตามกระแสสังคม พยายามหาให้ได้มากๆ ใช้เครื่องมืออย่างไม่ปราณีสัตว์ทะเล แถมยังได้รับการสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ จากกรมประมง เช่น ลอบปู ก็เหมือนกับเสือติดปีก พอช่วงเวลาผ่านไปไม่กี่สิบปี ทำให้ทุกวันนี้แทบจะหาอาหารหน้าอ่าวปากน้ำทำยาไส้ไม่พอ
เมื่อสภาพเศรษฐกิจบังคับให้วิถีชีวิตเปลี่ยนเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น ความกลมเกลียวในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะที่เคยมีร่วมกันเริ่มเจือจางลง แต่ก็ไม่ได้จางหายไปเสียทีเดียว เพราะเมื่อเกิดเรื่องราวใดที่เป็นประเด็นกระทบต่อชุมชน ชาวบ้านก็จะรวมตัวกันเช่น เรื่องการต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่ในการทำกินในท้องทะเล เมื่อถูกเอาเปรียบจากเรือประมงพาณิชย์

ชาวชุมชนหนองบัวจึงได้รื้อฟื้นความเป็นมาของชุมชนภายใต้ “ชื่อบ้านนามเมือง” บ้านหนองบัวนั้นมีรากที่มาอย่างไร?? เพื่อหล่อหลอมให้คนในชุมชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชุมชนหนองบัว เรียกขานตามสภาพพื้นที่เดิม ซึ่งเคยมีหนองน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยดอกบัว อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำท่า แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ บางปีน้ำทะเลได้ไหลเข้าสู่หนองน้ำเพราะพายุกระหน่ำ ทำให้ดอกบัวทนน้ำเค็มไม่ได้ จึงสูญพันธุ์หมด สภาพหนองน้ำก็กลับตื้นเขิน และรกร้างไปในที่สุด พื้นที่บางส่วนของหนองบัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของนายทุนเอกชนเพราะเจ้าของที่เดิมขายไปในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ เมื่อเริ่มคิดฟื้นฟูในปี ๒๕๔๗ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการดับบ้านดับเมืองเป็นจำนวนเงิน ๔๖,๐๐๐ บาท ผู้นำและชาวบ้านได้เจรจากับนายทุนเพื่อขอฟื้นฟูหนองบัวให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชนอีกครั้ง ซึ่งโครงการนี้ช่วยสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้มาก เพราะชาวบ้านเป็นคณะจัดการ ช่วยกันพัฒนา มีการจัดเวทีระดมความคิดเห็นของชาวบ้านเรื่องแผนการดำเนินการพัฒนาหนองบัวอย่างไร รวมทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยนความเป็นมาของชุมชน สร้างความรับรู้ร่วมกันในระดับชุมชน และลงมือทำการฟื้นฟูหนองบัวโดยการลงแรงร่วมกัน ใครที่ไม่ได้ช่วยออกแรงก็ทำอาหารมาเลี้ยงคนที่ลงแรง เป็นต้น
การร่วมมือกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและย้อนรอยประวัติศาสตร์บ้านเกิดของตนเอง ทำให้ชาวหนองบัวกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง เมื่อครั้งคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เข้ามาบุกเบิกผืนแผ่นดินสร้างชุมชน ร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมืองจากสองมือ สองเท้า แต่สำหรับคนรุ่นนี้เป็นการร่วมมือร่วมใจกันสร้างความมั่นคงด้านต่างๆ ในกับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านรักษาสิ่งแวดล้อม และด้านจิตใจ
ประมงพาณิชย์มา...ปลาหมด
“เมื่อก่อนคนบ้านหนองบัวจับปลา ปู กุ้งได้ทุกอย่าง แต่ทรัพยากรทยอยหมดไปที่ละอย่าง ปลาหมดก่อน ต่อมาก็กุ้ง ตอนนี้เหลือแต่ปู ชาวประมงจับปลาไม่ได้มากเหมือนที่ผ่านมา เรือมากขึ้น คนมากขึ้น เครื่องมือดีขึ้นเรื่อย ทรัพยากรก็ร่อยหรอลงไปมาก ช่วงก่อนปี ๒๕๓๐ ชาวบ้านจะรู้เลยว่าฤดูไหนกุ้งจะมา ชาวบ้านไปวางอวนดักกุ้งที่เดิมสี่ห้าวันก็ยังได้กุ้งมาเป็นร้อยกิโลทำให้มีรายได้เป็นล่ำเป็นสัน กุ้งมากขนาดมองไม่เห็นตาอวนเลยเวลาเราลากอวนขึ้นเรือ แต่พอเรือประมงพาณิชย์รู้ว่าชาวบ้านจับกุ้งได้มากในอ่าวนี้ ก็เริ่มมีเรือพาณิชย์เข้ามามากขึ้น (เรือยี่สิบเมตร อวนและคันรุนสี่สิบเมตร ใหญ่สุดยี่สิบห้าวา กวาดหน้าดิน ทำให้หน้าดินเสีย) ชาวบ้านเริ่มสังเกตว่ากุ้งหมดเพราะเรือพาณิชย์ เมื่อก่อนชาวประมงจะวางอวนกุ้งในที่เดิมๆ ประมาณสี่ห้าวัน และเรือประมงพื้นบ้านจะออกเรือตอนเช้าประมาณช่วงบ่ายสองโมงก็กลับ เรืออวนรุนพาณิชย์จะรอสังเกตการณ์อยู่ก่อนแล้ว พอเรือชาวบ้านกลับ เรืออวนรุนก็เริ่มลากอวนกวาดไปหมด ไปจนถึงเก้าโมงเช้าของอีกวัน พอชาวบ้านออกเรือช่วงหัวรุ่ง (ช่วงประมาณตีสองตีสาม) อีกครั้งก็ไม่สามารถหากุ้งได้ในปริมาณเหมือนเดิมแล้ว ระยะหลังก็เริ่มหมดและในที่สุดก็หยุดถาวร” ผู้ใหญ่บ้าน สุริยา นาคแก้วกล่าว

“...ของมันโตช้า ไม่ทันขาย เมื่อก่อนปูตัวแค่ๆ นี้โล ๒ บาทเองนะ เอาไปขายลาด(ตลาด)แทบจะไม่มีใครชื้อ แกะเนื้อขายโลละ ๑๐ บาท แต่ทุกวันนี้กิโลตั้ง ๒๐๐ มีเท่าไรไม่พอ หมดเร็วเกิน”
“เมื่อก่อนในคลองข้างศาลาประจำหมู่บ้านนี่ เวลาน้ำขึ้น ฝนตกปลาดุกทะเลดำเต็มหมด เหมือนลูกกบลูกเขียดลอยเต็มผืนน้ำเลย...ผ่านไปไม่ ๓๐ ปี แทบไม่เหลือให้เห็น”
“ทุกวันนี้มันมีเครื่องมือเอาเปรียบเกินมีดาวเทียม จอเรดาร์ เหมือนจอทีวีมันเห็นหมด แล้วมันจะเหลืออะไร”
“เมื่อก่อนปลาไก่ที่เป็นปลาเล็กๆ เอาทำอาหารสัตว์...เรืออวนรุนอวนลากมันลากทำลายหมด ขุดลงไปในผิวดินจนถึงข้างบน...แล้วมันก็กวาดไปหมด...ทุกวันนี้ใครได้กิน...ไม่เหลือ”
“พอถึงหน้าฝนเรือรุนมันจะมา ปล่อยปูไปมันก็เอาไปหมด”
“คืนหนึ่งมันได้ไปเป็นแสน...มันเสียกี่บาทกัน...ปีหนึ่งแค่ ๒๐๐ บาท”
นานาเสียงสะท้อนจากชาวประมงบ้านหนองบัว ที่ร่วมเล่าสู่กันฟัง เมื่อคราวลงพื้นที่เก็บข้อมูล

หลังจากที่ทรัพยากรในท้องทะเลเริ่มเข้าขั้นวิกฤต ชาวประมงพื้นบ้านเริ่มจับปลาได้จำนวนน้อยลงแทบจะทำมาหากินไม่ได้ พวกเขาก็เริ่มคิดหาวิธีการปกป้องอาชีพประมงพื้นบ้านของตนเอง ในยุคแรก เมื่อปี ๒๕๔๕- ๒๕๔๖ ชาวบ้านพึ่งพาอาศัยตนเองอย่างมาก และเริ่มปะทะกับเรือประมงพาณิชย์ แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
“ในหมู่พวกเรามีการประชุมกัน วางกฎเกณฑ์ให้มีการเฝ้าระวัง ใครเห็นเรือรุนพาณิชย์มาก็ออกไปไล่ หรือไม่ก็แจ้งจับ บางครั้งก็มีเรื่องต่อยตีกันบ้าง ช่วงนั้นเรือรุนพาณิชย์ก็เริ่มเกรงๆ ชาวบ้านอยู่ เพราะช่วงนั้นชาวบ้านเข้มแข็ง รวมตัวกันเป็นปึกแผ่น แต่บางทีก็รอดหูรอดตา เพราะเขาใช้วิธีดับไฟแล้วก็เข้ามาลากปลา ชาวบ้านไม่เห็น ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้” นายสมมาตร เอียดแก้ว สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนแตงกล่าว
“บางทีแจ้งจับ จับไปแล้วเสียค่าปรับไม่กี่พันบาทก็ออกมาหากินได้เหมือนเดิม เรือก็ไม่ถูกยึดเพราะทำเป็นเรือเช่า เจ้าของเรือไม่ยอมรับว่าเป็นเรือตัวเองก็ไม่ผิด บางทีก็จับไม่ได้คาหนังคาเขา เพราะเอาของกลางทิ้งหมด”

การต่อสู้กับเรือประมงพาณิชย์เหมือนเอาไม้ซีกงัดไม้ซุง ผู้นำบางคนถูกคุกคาม ชาวบ้านเหนื่อยล้า เพราะวิกฤตความขัดแย้งดังกล่าว เครื่องมือหากินของชาวบ้านมักจะถูกเรือประมงพาณิชย์กวาดติดเครื่องมือของเขาไปด้วย ชาวบ้านสูญเสียทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ มีปัญหาเรื่องหนี้สินเพิ่มขึ้น จากที่เคยปลดหนี้ได้ภายในหนึ่งปี ในปัจจุบันต้องใช้เวลามากกว่าสองหรือสามปี ประกอบกับทรัพยากรในท้องทะเลไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม

“เรือรุนพาณิชย์เวลาเขาออกเรือแต่ละครั้ง เขาก็ต้องได้คุ้มทุน ปลาเล็กปลาน้อย ปูเล็กปูน้อยเขาเก็บหมด เพราะมีตลาดรองรับทุกประเภท ตัวเล็กก็เอาไปทำปลาป่น ทำอาหารสัตว์ แต่ชาวบ้านเวลานี้ต้องเก็บตัวเล็กตัวน้อยบ้างไม่ใช่เพราะอยากจะทำ แต่เพราะมันไม่มีอะไรเหลือ แต่เราก็ต้องทำเพื่อมาประทังชีวิต เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ชาวประมงพื้นบ้านมีอาชีพเดียว ไม่มีทุนไปลงในธุรกิจอื่น” นายสุริยา นาคแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

นโยบายการประมงพาณิชย์ ก่อให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรทางทะเลจากเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยมีประมงพื้นบ้านเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเรือประมงขนาดใหญ่ทำลายทรัพยากรทะเลเสียหายเป็นอย่างมาก ชาวบ้านเล่าว่า แม้ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนเครื่องมือทำกินที่สามารถจับสัตว์น้ำได้มาก แต่ไม่เคยใช้อวนตาถี่เหมือนอย่างเรือประมงขนาดใหญ่ที่เน้นการจับปลาให้คุ้มค่าและคุ้มทุน ชาวบ้านใช้คำว่าเอาเปรียบปลาและเอาเปรียบทะเล นอกจากนี้เรือขนาดใหญ่ยังใช้เครื่องมือทันสมัยในการตรวจสอบทรัพยากรทางทะเล อย่างเช่น เรดาร์ ดาวเทียม ที่ทำให้รู้ตำแหน่งแห่งที่ของปลา หิน ฯลฯ มีความแม่นยำในการจับสัตว์น้ำทุกชนิด ก่อนปี ๒๕๓๐ ปากอ่าวแถวหนองบัว ปากน้ำละแม คอเขา-กลางอ่าว เต็มไปด้วยเรือประมงพาณิชย์ที่เข้ามาจับสัตว์น้ำ ในช่วงนั้นชาวบ้านไม่ได้มองว่า เรือเหล่านี้มีส่วนทำให้ทรัพยากรร่อยหรอ ซึ่งพวกเขาบอกว่า ตอนนั้นต่างคนต่างก็ทำมาหากิน ทรัพยากรยังพอมี เราก็ไม่ว่ากัน แต่ในเวลาต่อมาชาวบ้านก็เริ่มรู้ว่า เพราะเรือประมงพาณิชย์ทำให้จำนวนสัตว์น้ำลดน้อยลง

บทเรียนรักษาทะเล...กลุ่มอนุรักษ์บ้านหนองบัว
ชาวชุมชนหนองบัวมีบทเรียนและผ่านภาวะวิกฤตร่วมกันมาโดยเฉพาะเรื่องการรักษาอาชีพประมงพื้นบ้าน ทำให้พวกเขาตระหนักว่า การร่วมมือร่วมใจกันจะทำให้ชุมชนอยู่รอดได้ โดยธรรมชาติของชาวบ้านหนองบัวไม่มีความไว้วางใจต่อบุคคลภายนอก หากจะกล่าวว่า ลักษณะนี้เป็นจุดแข็งของชุมชนก็สามารถกล่าวได้ เพราะไม่ใช่ง่ายเลยทีเดียวที่องค์กรภายนอก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นที่ไว้วางใจแก่ชาวบ้าน เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้บุคคลภายนอกมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของคนในชุมชน ต้องมีการตรวจสอบเสียก่อนว่า กลุ่มนั้นๆ มีความจริงใจต่อการพัฒนาชุมชนจริงหรือไม่ หากองค์กรใดต้องการแค่เข้ามาหาผลงานหรือประโยชน์ส่วนตัว มักจะได้รับการปฏิเสธจากผู้นำและชาวบ้าน เช่น ไม่รับเงินช่วยเหลือหรือไม่ให้ความร่วมมือกับกลุ่มองค์กร เป็นต้น หากเจ้าหน้าที่ขององค์กรนั้นๆ ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านแล้วก็สามารถเข้านอกออกในหมู่บ้านได้ แต่กิจกรรมต่างๆ ก็ต้องเป็นไปตามความต้องการของชาวบ้าน

“กิจ เข้ามาใหม่ๆ ถูกผมซักจนหมดเปลือกแหละ เวียนกันอยู่เกือบเดือนจนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ทุกหน่วยงานเขาเข้ามาอย่างมีเป้าแหละ เป้าแข็งนั้นแหละทำให้เป็นปัญหา มันไม่ตรงกับบริบทวิถีวัฒนธรรมชาวบ้าน แต่กับกิจคุยกันจนเข้าใจ เขาตั้งใจเกิน มากินมานอนอยู่ที่นี่จนชาวบ้านรู้จักหมด ทุกเรื่องเขาแหละเป็นคนนำมา”
ผู้ใหญ่บ้านบอกเล่าถึงคุณชาญกิจ แสงเสน ผู้ช่วยชุมชนโครงการดับบ้านดับเมืองของเครือข่ายการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ที่เข้ามาฝังตัวในชุมชนตั้งแต่เริ่มโครงการปี พ.ศ.๒๕๔๖ กว่าที่จะสามารถเข้ามาทำงานในชุมชนนี้ได้ต้องฝ่าด่านเกราะเหล็กป้องกันตัวเองของคนในชุมชนอยู่มาก
เพราะในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แหลมคมอย่างยิ่ง ชาวบ้านถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวต่อสู้ด้วยตนเองมายาวนาน แถมรัฐยังให้ท้ายฝ่ายตรงข้าม ปิดหูปิดตา แลกกับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ คอยดูการล้มหายตายจากของชาวบ้านลงทีละคนสองคน เขาจำเป็นต้องแข็ง ถ้าไม่แข็งอยู่ไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นการประเชิญหน้าที่ยากจะหลีกเลี่ยง ทั้งที่รู้ว่าต้องแพ้แต่ชาวบ้านก็ต้องสู้ เพื่อเอาชีวิตให้รอด เขายอมแพ้ต่อภัยธรรมชาติมาครั้งหนึ่งแล้ว เขาจะไม่ยอมแพ้ต่อมนุษย์ที่มารังแกกันเอง ชาวบ้านจึงได้รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มอนุรักษ์บ้านหนองบัว
กลุ่มอนุรักษ์บ้านหนองบัว เกิดจากในช่วงที่หน่วยงานประมงเข้ามาเพื่อพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์การทำประมง คือ พัฒนาลอบดักปูให้แก่ชาวชุมชนนั้น ได้มีการกระตุ้นให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ด้วย ซึ่งชาวบ้านก็ได้มีการออมเงินมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนจำนวนสามแสนบาทเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อไปลงทุน ชื่อกลุ่มกองทุนประมงชายฝั่งพื้นบ้าน กลุ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อซื้ออุปกรณ์การทำประมง มีจำนวนสมาชิกห้าสิบคน

“ครอบครัวหนึ่งเป็นสมาชิกได้ทั้งสามีและภรรยา เพราะทางคณะกรรมการจำกัดวงเงินกู้คนละเจ็ดพันบาท แต่จำนวนดังกล่าวมักจะไม่พอต่อการลงทุนในแต่ละครั้ง จึงเปิดโอกาสให้อีกคนกู้เมื่อรวมกันแล้วเป็นเงินหมื่นกว่าบาท ก็สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้น เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ชาวบ้านมักจะปลดหนี้ได้ภายในหนึ่งปี แต่ปัจจุบันบางทีก็มีหนี้สูญหรือส่งช้า ระยะเวลาการปลดหนี้ยืดออกจากหนึ่งปีเป็นสองปีสามปี ตรงนั้นก็จะมีดอกเบี้ยร้อยละสองบาท เป็นค่าปรับที่ส่งช้า แต่โดยส่วนมากในหมู่พวกเราก็จะเข้าใจกัน เพราะทรัพยากรน้อยลง ทำมาหากินยากขึ้นกว่าแต่ก่อน” นางอนงค์นาถ นาคแก้ว สมาชิกกลุ่ม ซึ่งเป็นอดีตประธานกลุ่มฯ กล่าว

เป้าหมายของกลุ่มออมทรัพย์ประมงพื้นบ้านในขณะนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการอนุรักษ์แต่อย่างใด แต่เป็นการออมเพื่อนำทุนมาให้ชาวบ้านได้กู้ยืมหมุนเวียนในการลงทุนซื้ออุปกรณ์การประมงเพื่อป้อนตลาดเท่านั้น ก่อนที่จะปรับตัวมาเป็นกลุ่มอนุรักษ์บ้านหนองตัว หลังจากที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในปี ๒๕๔๖

สร้างเครือข่ายหาแนวร่วม...กับเครือข่ายประมงพื้นบ้าน
ชุมชนหนองบัวเข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน จ.ชุมพร (ตอนล่าง) เมื่อปี ๒๕๔๗ หลังจากที่ใช้วิธีการการเผชิญหน้าแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันกับกลุ่มเรือประมงพาณิชย์อย่างโลดโผนเมื่อปี ๒๕๔๕-๒๕๔๖ การได้เข้าสู่สมาชิกเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน จ.ชุมพร มีผลดีต่อชุมชนในด้านการเชื่อมปัญหากับชุมชนอื่นๆ คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรทะเล เพราะเป็นสายเลือดที่หล่อเลี้ยงทุกชุมชนรอบอ่าวแห่งนี้ ชาวบ้านได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีโอกาสได้เรียนรู้การจัดการด้านอนุรักษ์จากสมาชิกในเครือข่ายสมาพันธ์ประมงพื้นบ้าน และร่วมมือกับกิจกรรมของชุมชนอื่นๆ ก่อให้เกิดความสามัคคีและความเข้าใจกันมากขึ้น รวมทั้งได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำรวจทรัพยากรทางทะเล ในการดำเนินโครงการวางปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในทะเล หลังจากนั้นก็ดำเนินโครงการปล่อยปูไข่ เพื่ออนุรักษ์และเพิ่มปริมาณปูในท้องทะเล

จับปูไข่ใส่กระชัง
ชาวบ้านหนองบัวเองได้บทเรียนจากการทำในโครงการปล่อยปูไข่เมื่อปี ๒๕๔๗ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตจังหวัดชุมพร โดยการประสานของผู้ช่วยชุมชนในการหาวิธีการต่อสู้อย่างสันติและดิ้นรนพาชีวิตให้รอดของชาวหนองบัว เพื่อเพิ่มทรัพยากรปูในท้องทะเล หลังจากปล่อยปูไข่นอกกระดองใส่ในกระชังกลางขิงชุมชนที่ร่วมกันสร้างมา ๖ ลูก จากงบการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยถ้าใครออกเลแล้วได้ปูไข่นอกกระดองให้มาใส่ไว้ในกระชัง ปริมาณปูจึงเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดแพปูคึกคักอีกครั้ง แต่พอเข้าหน้าฝนปี ๒๕๔๘ กระชังถูกคลื่นชัดพังหมด แล้วชาวบ้านไม่ได้สร้างใหม่ และเครื่องมือลอบดักปูที่ติดทั้งปูตัวเล็ก ปูไม่ได้ขนาด ประกอบกับตลาดมีความต้องการสูง ชาวบ้านจึงไม่ได้ระมัดระวังในการคัดเลือกปู เพื่อรักษาธรรมชาติไว้ ปูทุกขนาดนำสู่ท้องตลาดตลอดเวลา จนกระทั่ง ๒๕๔๙ ชาวบ้านก็พบว่า ปูเหลือไม่มากพอให้ดักลอบอีกแล้ว

“ปีนี้เป็นปีที่แย่มากสำหรับชาวบ้าน มีสองสามรายที่หยุดประมงไปรับจ้างขายแรงงานแล้ว ชาวประมงที่เหลือก็ต้องออกไปหากินไกลจากบ้านตัวเอง”

แต่ในทางกลับกัน กรณีที่ปูขาดแคลนอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้พวกเขาหันกลับมาทบทวนตัวเอง และเริ่มพูดคุยกันในแวดวงน้ำชาแล้วว่า ต้องหันมาอนุรักษ์และวางกฎเกณฑ์ร่วมกันในการหาจับสัตว์น้ำเพื่อการอนุรักษ์ เริ่มต้นจากการจะเลิกใช้ลอบและหันมาใช้อวนจับปูเหมือนเดิม เพราะจะมีแต่ปูขนาดใหญ่เท่านั้นที่ติดอวนมา จากเรือประมงจำนวนแปดสิบลำในหมู่บ้านหากไม่คิดอนุรักษ์แล้ว พวกเขาอาจจะต้องออกไปขายแรงงานในต่างถิ่นแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

for ever

for ever