ตถตา

ตถตา

บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วัฒนธรรมคนใต้กับการจัดการสุขภาวะ

วัฒนธรรมคนใต้กับการจัดการสุขภาวะ

วัฒนธรรม คืออะไรกันแน่ ?
หรือเข้าใจวัฒนธรรมเพียงแค่รูปแบบที่สืบทอดต่อกันมา !
แล้วเหมารวมเอากิจกรรมในวิถีชีวิตที่เคยชินของสังคมแล้วยกขึ้นมาเป็นวัฒนธรรม เช่น เรื่องการดื่มเหล้า การเล่นพนัน หรือหญิงบริการ ซึ่งถ้าคิดแบบตื้นๆ ใช้นิยามอนุมานเอากับสิ่งที่ไม่เคยห่างหายไปจากสังคมมนุษย์ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ส่งเสริมความเจริญงอกงามของสังคม ดังนั้น ความโลภ ก็เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกสังคมเช่นกัน ถ้ายอมรับเรื่องนี้ได้ นิยามความหมายของวัฒนธรรมตามราชบัณฑิตยสถานที่ให้ไว้ว่า “วัฒนธรรม คือ ความเจริญ, ความงอกงาม, สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ” คงใช้ไม่ได้ตามเหตุผลข้างต้น หรืออาจจะใช้ได้กับการเจริญงอกงามในทางลบก็เป็นได้
จะอย่างไรก็ตาม เราคงไม่มาติดกับดักกันแค่เรื่องภาษาวาทกรรม ต้องเรียนรู้ไปให้ถึงความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านละครชีวิต ทุกฉากการแสดงตั้งแต่เกิดจนตายเราได้เห็นความจริงของกระบวนการจิตเราหรือไม่ สิ่งที่สำคัญของชีวิตคืออะไร ความเจริญงอกงามของชีวิตคืออะไร และสิ่งประเล้าประโลมชีวิตควรมีแค่ไหนอย่างไร เมื่อตอบเรื่องนี้ได้เราก็จะตอบได้ว่าอะไรคือความเจริญงอกงามของเราและหมู่คณะ
หรือเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของคนคิดมาก แค่เรื่องรูปแบบ พิธีการ และพิธีกรรม ก็เป็นเรื่องยุ่งยากจนแทบไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น งานบุญ งานบวช งานแต่ง งานศพ ก็จัดไปตามที่เคยทำมาปรับบ้างตามความสะดวกหรือเพิ่มเรื่องทำมาหากินเข้าไปอีก เช่น เรื่องงานศพที่ไปกันใหญ่จนมีคำพูดต้องฉุกคิดที่ว่า “คนเป็นขายคนตาย” ถ้าลองทบทวนดูจะเห็นว่าวัฒนธรรมประเพณีที่เคยดีงามสร้างความเจริญงอกงามของหมู่คณะได้ย้อนศรพุ่งหัวกับเติบโตอีกทางหนึ่งเสียแล้ว
ส่วนเรื่อง วัฒนธรรมกับการจัดการสุขภาวะ ที่คนใต้กำลังสนใจอยู่นี้ จะส่งเสริมการเรียนรู้เข้าถึงการเจริญงอกงามทางปัญญาเพื่อหลุดพ้นสภาวะทุกข์ได้หรือไม่ ทำอย่างไรให้เป็นการเรียนรู้แบบสากลโลก เรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วของโลกปัจจุบัน แต่โดยสาระสำคัญของการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับธรรมชาติของท้องถิ่นนั้น รับ ปรับ เปลี่ยน ขยาย อนุรักษ์ สืบสาน ความรู้ ภูมิปัญญาที่จำเป็นต่อการพ้นทุกข์ของท้องถิ่น
ประวัติศาสตร์ภาคใต้มีงานศึกษาและหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ที่มีอารยธรรมผู้คนอาศัยมายาวนานกว่า ๑๐๐๐ ปี มีผู้คนหลากเผ่าพันธุ์ทั่วโลกเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนตั้งแต่ยุคโบราณ จากความหลากหลายดังกล่าวก่อให้เกิดรากเหง้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งมักเกี่ยวเนื่องกับการนำ “สภาวะ” ตามธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ตามวิสัยที่จะจัดการได้ หรือการนำ “ภาวะ” ที่เกิดจากการกระทำ การเสาะสร้างของคนรุ่นก่อน ๆ มาปรับปรุง ให้เกื้อกูลแก่การดำรงชีพขั้นพื้นฐานหรือปัจจัย 4 อันได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยาและการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ แล้วภูมิปัญญาเหล่านั้นค่อย ๆ ต่อยอดเป็นภูมิปัญญาเพื่อจรรโลงจิตใจ เป็นเครื่องประเทืองอารมณ์ ประเทืองปัญญา “ยาไส้ - ยาใจ” ก่อให้เกิดภาวะแห่งความสุข “สร้างสุขตามภาวะ”
บทสรุปจากการศึกษาวัฒนธรรมคนใต้พบว่ามีความหลากหลายทางด้านชีวภาพมีพลวัตและความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดส่วนที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสุขภาวะ ดังนี้

วัฒนธรรมด้านที่พักอาศัย
ในอดีตชาวภาคใต้จะมีคติในการเลือกสถานที่และบริเวณตั้งบ้านเรือนให้ “แค่บ่อ (น้ำ) แค่ท่า แค่นา แค่วัด” การเข้าใจสภาวะของดินฟ้าอากาศ ฤดูกาล และความแปรปรวนของธรรมชาติได้หลอมรวมกลายเป็นภูมิปัญญาและคติทางสถาปัตยกรรมพื้นบ้านของชาวใต้หลายประการ วัสดุที่นำมาสร้างที่พักอาศัย คือสิ่งที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น หลังคาและฝามักใช้ใบปาล์ม ชนิดต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในภาคใต้และต่างกันไปตามท้องที่ องค์ประกอบของบ้านชาวใต้เป็นไปตามประโยชน์การใช้สอยและวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของครอบครัว คติความเชื่อบางประการ มีผลต่อรูปแบบ และองค์ประกอบของที่พักอาศัย เช่น สมัยโบราณ ไม่นิยมปลูกบ้าน 2 ชั้น เพราะวัฒนธรรมการยึดมั่นด้านคารวะธรรม ถือว่าถ้านั่ง นอน ยืน หรือเดิน อยู่ในระดับที่สูงกว่าผู้อาวุโสเป็นบาป ไม่เป็นสิริมงคล ทำให้เครื่องรางของขลังเสื่อม คติการทำระดับพื้นระเบียงให้ต่ำกว่าระดับพื้นเรือนนอนเผื่อญาติมิตรบุตรหลานมาเยี่ยมเยียนหรือพบปะสนทนาจะได้เลือกนั่งต่างระดับกันตามฐานะและอาวุโส นิยมทำ “เชิง” (ที่เก็บวางของ) ไว้ในห้องนอนเพื่อเก็บของมีค่าและของที่เคารพนับถือไว้ในที่สูงที่ปลอดภัย นิยมทำ “ผลา” (เชิงที่อยู่เหนือเตาไฟ) เพื่อใช้เก็บอาหารแห้งโดยการรมควัน กันความชื้นเชื้อรา ที่ทำให้เน่าบูดเร็ว และกันมดแมลงกัดกิน บ้านชาวใต้โดยทั่วไปมักมี “นอกชาน” หรือชานเรือน เพื่อให้เป็นที่เก็บพักของชั่วคราว ใช้ตากผ้า ตากปลาและพืชผล และสำรองไว้ใช้เก็บพักข้าวของและสัตว์เลี้ยงในฤดูน้ำท่วม ตอนเย็นหรือค่ำคืนก็ใช้เป็นที่พักผ่อนพบปะสนทนากันและใช้ทำงาน
สำหรับบ้านชาวไทยมุสลิม มักต่อเติมติดกันเป็นหลายหลังเพราะมักเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ชาวไทยมุสลิมไม่ตกแต่งบ้านด้วยลวดลายที่เป็นรูปคนหรือสัตว์ เพราะขัดต่อหลักศาสนา แต่นิยมตกแต่งจั่ว ช่องลม ราวบันได ประตู ชานบ้านของไทยมุสลิมนิยมมุงหลังคาเพื่อใช้สอยได้กว้างขวางยิ่งขึ้น บ้านชาวใต้มักยกพื้นสูง นอกจากกันน้ำท่วมแล้ว ยังใช้ใต้ถุนเป็นที่ทำงาน เช่น จักสาน ทอผ้า เย็บจาก สีข้าว เก็บเครื่องมือที่ใช้ ทำนา ทำสวน เครื่องมือจับสัตว์ เป็นที่เล่นหมากขุม เล่นสะบ้า หรือทำเป็นคอกสัตว์ ทั้งนี้แล้วแต่ระดับ และสภาพของดินใต้ถุนรวมทั้งความจำกัดด้านพื้นที่ของแต่และครอบครัว
แต่อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันนี้วัฒนธรรมการสร้างที่อยู่อาศัย หรือสถานที่บริการทางสังคมได้เปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ชุมชนชาวใต้ได้รับอิทธิพลมาจากแหล่งต่าง ๆ พร้อมทั้งการนำความรู้ ความคิด และเทคโนโลยีที่นำสมัยทำให้การจัดหาวัสดุพื้นถิ่นดังที่เคยปฏิบัติในการดำเนินการดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ยังก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาหลายประการ เช่น มีปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาขาดความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม

วัฒนธรรมด้านอาหารการกิน
ภูมิประเทศภาคใต้ อากาศค่อนข้างร้อนจัดและลมแรง ทำให้การสูญเสียพลังงานในร่างกายมีสูง จึงต้องบริโภคอาหารเพื่อสร้างพลังงานชดเชย เชื่อกันว่าอาหารที่มีธาตุไฟมากๆ จะให้พลังงานและความร้อนได้มาก ช่วยกระตุ้นการสูบฉีดของหัวใจทำให้เลือดลมเดินสะดวก เหตุนี้ชาวใต้จึงนิยมอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด และหวานจัด พืชผักที่มีธาตุไฟมากมักมีรสเผ็ด ฝาด และขมเจือปน เช่น สะตอ ลูกเนียง ลูกเหรียง ยอดหมุย ทำมัง ใบมะม่วงหิมพานต์ พาโหม (กระพังโหม) เป็นต้น อาหารแต่ละมื้อของชาวใต้จะต้องการผักเหล่านี้มาก ๆ ถ้ารับประทานคู่กับน้ำพริก เรียกว่า “ผักเหนาะ” หรือ “ผักจุ้ม” ถ้ารับประทานคู่กับอาหารประเภทแกง คั่ว ยำ ที่มีรสเผ็ดเรียกว่า “ผักแกล้ม” สิ่งที่ใช้ผสมในเครื่องแกงเป็นประจำคือ “ขมิ้น” ใช้แก้รสคาว ให้พลัง และเชื่อกันว่าเป็นพญายาที่สามารถป้องกันยาเบื่อ ยาพิษได้ส่วนหนึ่ง ภูมิปัญญาที่จะให้ได้ธาตุอาหารชนิดนี้มาก ๆ โดยตรงก็คือ การนำมาปรุงเป็น “ข้าวยำ” ซึ่งมักใช้ ใบขมิ้น ใบพาโหม ใบยอ ตะไคร้ พริกป่น น้ำบูดูหรือน้ำเคย มะพร้าวคั่ว และผลไม้หรือยอดไม้ที่รสเปรี้ยว ผสมคลุกเคล้ากัน รับประทานข้าวยำอย่างเดียว คล้ายข้าวราดแกง ชาวใต้นิยมทำอาหารแห้ง อาหารเค็มไว้รับประทานในฤดูฝนเพราะอาหารรสเค็มจะให้พลังงานความอบอุ่นเป็นพิเศษ ยิ่งอากาศเย็นยิ่งช่วยให้เจริญอาหาร เช่น ปลาทูเค็ม จิ้งจัง บูดู เป็นต้น ในฤดูแล้งซึ่งอากาศร้อนจัดนิยมรับประทานอาหารหวานจัดในมื้อเที่ยงและเย็น ยิ่งหวานจัดอย่างจุใจชาวบ้านมักจะอุทานหลังรับประทานว่า “หายแสบอก” แสดงว่ายิ่งเสียพลังงานมากจนอ่อนเพลีย อาหารรับประเภทหวานจัดจะบรรเทาได้เร็ว

วัฒนธรรมการบำบัดรักษาโรค
การบำบัดรักษาโรคของชาวภาคใต้ครั้งเมื่อประมาณ 5 ทศวรรษที่ผ่านมาย้อนไปสู่อดีตนิยมอาศัยแพทย์ แผนไทย โดยใช้ยาพื้นบ้านและหมอกลางบ้าน เช่น การบริบาลครรภ์ การทำคลอด และการบริบาลทารก อาศัยวิธีการของหมอตำแย ถ้าเป็นโรคสามัญ นิยมใช้ยาสมุนไพร ถ้าเส้นเอ็นขัดเคล็ด ใช้วิธีนวดจับเส้น ถ้ากระดูกเคลื่อนหรือหักใช้วิธีจัดเส้นและต่อกระดูกแบบพื้นบ้าน ถ้าเป็นโรคร้ายและเรื้อรัง ใช้หลายหมอหลายขนานยายังไม่มีทางหาย หรือโรคทางจิตมักหันไปพึ่ง เวทมนตร์คาถา การสะเดาะเคราะห์ไล่เหนียด (เสนียด) ไล่ผี ครั้นล่วงถึงประมาณ 4 ทศวรรษเศษต่อมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าเป็นโรคสามัญไปจนถึงโรคร้ายแรง นิยมใช้ยาและแพทย์แผนปัจจุบันแต่หากแพทย์แผนปัจจุบันปฏิเสธที่จะรักษาหรือถ้าจะรักษาหมอจะต้องตัดอวัยวะบางส่วน หรือผ่าตัดที่เสี่ยงชีวิต หรือเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนให้พิกลพิการ ผู้ป่วยและญาติที่ใกล้ชิดมักย้อนกลับไปเลือกพึ่งแพทย์แผนไทย เพื่อเลี่ยงความทุกข์ทรมานระยะยาว หรือเพื่อต่อความหวังเป็นทางสุดท้าย
วิธีการบำบัดรักษาโรคของหมอกลางบ้านมี 2 ทาง คือ “การใช้องค์ความรู้” และ “การใช้อุบาย” หมอบางรายเน้นทางแรก บางรายเน้นประการหลัง แต่ส่วนมากจะใช้ทั้ง 2 ทาง ผสมกัน การใช้องค์ความรู้ หมายถึง ใช้ตัวยาหรือใช้กายภาพบำบัด อันเป็นภูมิปัญญาที่สะสมสืบทอดกันมาประกอบกับความชำนาญและความสามารถเฉพาะราย ต้องรอบรู้คุณลักษณะและข้อจำกัดของตัวยา ส่วนการใช้อุบาย หมายถึง การใช้หลักธรรม จิตวิทยา หรือใช้มายาการเวทมนตร์คาถาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้หลายอย่างเพื่อจูงใจ ให้ผู้ป่วยศรัทธาเชื่อถืออันจะนำไปสู่การปฏิบัติทางกายและทางจิต เพื่อช่วยเสริมแรงให้การรักษาพยาบาลสมประสงค์ยิ่งขึ้น

วัฒนธรรมเครื่องนุ่งห่ม
เนื่องจากภาคใต้ตั้งอยู่ในแถบศูนย์สูตรมีผลให้กลางคืนกลางวันและระยะเลาที่ได้รับแสงอาทิตย์เท่ากันเกือบตลอดปี ความเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิระหว่างฤดูไม่แตกต่างกันเด่นชัด ทำให้ชาวใต้ใช้เครื่องแต่งกายในลักษณะเดียวกันตลอดทั้งปี แต่งแบบง่าย ๆ เสื้อผ้าหลวมๆ มีเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น รูปแบบเครื่องนุ่งห่มของชาวภาคใต้ตอนล่างส่วนใหญ่ร่วมลักษณะกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะอยู่ในเขตภูมิอากาศใกล้เคียงกัน วัฒนธรรมแต่งกายมีการปรับปรนผสมผสานสูง ชาวไทยมุสลิมแต่งกายตามศาสนาบัญญัติ (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ,2542) นอกจากนี้ผ้าและเครื่องนุ่งห่มยังเป็นเป็นสื่อภาษาทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรมการประเทืองปัญญา
ชุมชนวัฒนธรรมคนใต้ในอดีตได้บริโภคข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้และระบบคุณค่าต่างๆ ของสังคม เพื่อประเทืองปัญญา ส่วนใหญ่จะบริโภคจากแหล่งต่าง ๆ หลายแหล่ง ที่สำคัญ เช่น บ้าน วัด ศิลปินพื้นบ้าน เป็นต้น โดยบ้านเป็นแหล่งแรกที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ให้องค์ความรู้และระบบคุณค่าแก่สมาชิกในครอบครัว โดยส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันทั้งปู่ย่า ตายาน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน เมื่อกระทำกิจกรรมใดๆ ก็ร่วมกันทำ และทุกๆ คนมักจะอยู่พร้อมพร้อมตากัน ได้พบกันทุกวันโดยเฉพาะเมื่อจะรับประทานอาหารร่วมกัน วัตรปฏิบัติของแต่ละคน สิ่งที่มาประเทืองปัญญา เช่น การอบรมสั่งสอนผ่านการเล่านิทาน ปริศนาคำทาย คำพังเพย เพลงกล่อมเด็ก เพลงเด็กและการเล่นของเด็ก ซึ่งจะเป็นตาหนาด้วยการสื่อสารจากวาจาและท่าทางกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวมา นอกจากนั้นการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมของสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนให้สอดคล้องกับระบบคุณค่าของสังคมที่มีหลักยึด ง่ายๆ ว่า “ความเป็นคนดี เป็นเกียรติภูมิอันสูงสุด” คือ คนที่ประพฤติตนเป็นตาหนาที่ดี สมฐานะ เพศวัย แล้ว “บ้าน” จะเป็นแหล่งบริโภคข้อมูลองค์ความรู้และระบบคุณค่าเพื่อประเทืองปัญญาของสมาชิกในครอบครัว
วัด เป็นแหล่งสำคัญ แหล่งที่สองที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้และระบบคุณค่าการประเทืองปัญญาแก่ชุมชน ปฏิสัมพันธ์ที่วัดมีให้แก่ชุมชนชาวใต้ เริ่มตั้งแต่การที่บิณฑบาตรทุกๆ เช้า เทศนาทุกวันพระ จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณค่าและความหมายประเพณีและพิธีกรรมตามเทศกาล และถ่ายทอดภูมิปัญญาแก่ผู้คนทุก ๆ ระดับที่เข้าวัด เช่น การสวดมนต์ การสวดพระมาลัย คำกลอน วรรณกรรมคำสอน เพื่อประเทืองปัญญาองค์ความรู้และระบบคุณค่าโดยกลั่นกรองมาอย่างดีจากพุทธศาสนา ส่วนชาวใต้ที่เป็นมุสลิม ก็ได้รับข้อมูลข่าวสารองค์ความรู้เพื่อประเทืองปัญญาจากมัสยิดโดยผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติศาสนกิจ มุสลิมมีโอกาสเข้าถึงหลักธรรมคำสอน โดยการละหมาดทุกวันห้าเวลา แล้วยังมีทุกวันศุกร์ที่จะต้องละหมาดใหญ่ในแต่ละสัปดาห์ ดังนั้นวัด มัสยิด และโบสถ์ของศาสนคริสต์ เป็นสถานที่ประเทืองปัญญาให้กับชาวภาคใต้ในอดีตเป็นอย่างดี
ศิลปินพื้นบ้าน หนังตะลุง โนรา เพลงบอก เพลงเรือ ลีเกฮูลู เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในชุมชนชาวภาคใต้ ผู้คนในชุมชนได้บริโภคข่าวสาร องค์ความรู้และระบบคุณค่าต่างๆ จากศิลปินเหล่านี้ปีละหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะในงานที่จัดขึ้นตามประเพณีเทศกาลต่างๆ พิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาหรืองานมงคลของปัจเจกชนที่เจ้าภาพค่อนข้างฐานะดี (หนังล้อมสะกำ,2541) ศิลปินพื้นบ้านเหล่านี้ให้ทั้งความบันเทิงใจ สาระความรู้และคติธรรม หรือระบบคุณค่าทางสังคมแก่ผู้ชม ตามทำนองท้องเรื่อง ซึ่งศิลปินหนังตะลุง โนรา เพลงบอกรุ่นเก่า ๆ จะเน้นความบันเทิงที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนในสังคมนั้น ๆ ข่าวสาร องค์ความรู้ และระบบคุณค่า เพื่อประเทืองปัญญาที่ชุมชนชาวใต้ได้บริโภคจากศิลปินพื้นบ้าน จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่าเป็นสื่อที่มีคุณูปการต่อการพัฒนาภูมิปัญญา ภูมิธรรมและอารมณ์สุนทรีย์ของผู้คนชาวใต้เมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าผู้คนของชุมชนชาวใต้ที่นับถือศาสนาพุทธบริโภคข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้และระบบคุณค่า จากศิลปินพื้นบ้านมากกว่าจากวัด ดังมีถ้อยคำสำนวนที่แพร่หลายอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ที่ว่า “กลองหนัง กลองโนรา ดังหวากลองวัด”

ปัจจุบันผู้คนดิ้นรนหาทางพ้นทุกข์ เรียนรู้ลองผิดลองถูกกันไปเรื่อย แต่ถ้าจับหลักไม่ดี อาจเหนื่อยเปล่า หาทั้งชีวิตก็หาไม่เจอ ถ้าจะเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมประเพณีจารีตปฏิบัติของท้องถิ่นก็ต้องหาหลักให้เจอ หลักคิด หลักปฏิบัติ รูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสมให้เจริญสติและปัญญา พิจารณาด้วยกาลามสูตรในการเรียนรู้กิจกรรมชีวิตทุกขั้นตอน อย่าเชื่อเพราะมีการสืบต่อกันมาหรือผู้เฒ่าผู้แก่ ครูบาอาจารย์สั่งสอน จนกว่าที่จะพิจารณาด้วยปัญญาเห็นแล้วว่าเป็นจริงเช่นนั้น และเมื่อวัฒนธรรมท้องถิ่นใดได้ผ่านการตรวจสอบเรียนรู้ด้วยปัญญา จะทำให้ท้องถิ่นนั้นมีความสงบสุขที่แท้จริง หรือจะเรียกว่ามีอารยธรรมก็ย่อมได้

เรียบเรียงโดย ไพโรจน์ สิงบัน
จัดพิมพ์เผยแพร่ ในหนังสือ “สุขสร้างได้ด้วยปัญญา” งานสร้างสุขภาคใต้ ๒๕๕๒
ปรับปรุง กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

“สุขภาวะทางปัญญา วาระสร้างสุขของฅนใต้” ปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๒

“สุขภาวะทางปัญญา วาระสร้างสุขของฅนใต้” ปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๒
งานสร้างสุขภาคใต้ ครั้งที่ ๓ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วันที่ ๑ -๓ เมษายน ๒๕๕๒
ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

งานสร้างสุขภาคใต้ “วาระสร้างสุขของฅนใต้” ได้จัดอย่างต่อเนื่องกันมาเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งแรกจัดที่จังหวัดสงขลา ครั้งที่ ๒ จัดที่จังหวัดภูเก็ต ส่วนครั้งนี้จัดที่จังสุราษฏร์ธานี นอกจากรูปแบบที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพแล้ว กระบวนการขับเคลื่อนงานสร้างสุขยังมีรูปแบบและขบวนสนับสนุนชัดเจนมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนหลักจาก สสส. และ สปสช. องค์กรร่วมจัดในท้องถิ่น และกำลังพยายามพลักดันให้เกิดการพึ่งตนเองด้านงบประมาณในภูมิภาคให้ได้ ด้วยกลไกภาคที่ผูกโยงโดยผู้รับผิดชอบหลักอย่าง สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ (สวรส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วย Orgranize ขบวนงานสร้างสุขภาคใต้มาโดยตลอด มีการตั้งคณะทำงานภาค ที่มีผู้ประสานงานแต่ละจังหวัด และองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น หลากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมกำหนดประเด็นขับเคลื่อนของภาค

การเตรียมงานสร้างสุขครั้งนี้เริ่มเมื่อการจัดงานสร้างสุขที่จังหวัดภูเก็ตเสร็จสิ้นลง ภารกิจต่อเนื่องหลายอย่างก็เริ่ม โดยเฉพาะขบวนการขับเคลื่อนงานในพื้นที่เพื่อมาพบกันอีกในงานสร้างสุขที่สุราษฎร์ธานี จากข้อเสนอแต่ละประเด็นที่ต้องไปพลักดันให้เกิดผลสำเร็จ และกระบวนการติดตามข้อเสนอต่างๆ ที่คณะทำงานกลไกภาคต้องทำงานต่อ และ สวรส. ในฐานะผู้ประสานก็ต้องมีภารกิจที่ตามมาจากประเด็นงานที่มากและฐานเครือข่ายที่กว้างขึ้นทุกปี

นอกจากกลไกคณะทำงานภาค ยังมีกลไกวิชาการเป็นแรงหนุนเสริมสำคัญกล่าวคือ หลังจากที่ได้ร่วมกำหนดประเด็นขับเคลื่อนในภาคจากการทำ Mapping แล้ว ก็แบ่งออกเป็นคณะทำงานในแต่ละประเด็น โดยในปีนี้มีทั้งหมด ๘ ประเด็น ประกอบด้วย ความสุขที่มี ความดีที่ทำของเด็กใต้, วาระเมืองคนดี ลดอบายมุขสร้างสุขด้วยปัญญา, เกษตรและอาหารปลอดภัยของคนใต้, นโยบายสาธารณะการจัดการลุ่มน้ำโดยชุมชนภาคใต้, วัฒนธรรมคนใต้กับการจัดการสุขภาวะ, พหุปัญญาสู่สังคมพหุวัฒนธรรม, ท้องถิ่นกับการสร้างสุขภาพ, คนใต้กับการเมืองภาคประชาชน (แต่พอในวันงานจริงๆ มีเพิ่มมาอีก ๒ ประเด็น คือ ธรรมะบันเทิง และปฏิบัติการสื่อคนใต้สร้างสุข) แต่ละประเด็นต่างไปดำเนินการจัดเวทีศึกษา สำรวจ ถอดบทเรียนกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในประเด็นนั้นด้วย โดยมีนักวิชาการจากสถาบันศึกษาต่างๆ ในภาคใต้เข้าร่วมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในแต่ละประเด็น

ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการ สวรส. บอกว่างานนี้คือการสานต่อกลไกสร้างสุขภาคใต้ที่เกิดขึ้นมา ๒ ปีแล้ว เป็นการประกาศวาระคนใต้ซึ่งจะขับเคลื่อนต่อให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่ และผลักดันสู่นโยบายสาธารณะ
“..กลไกภาคใต้มีบอร์ดซี่งเป็นตัวแทนหลายหน่วยงาน สสส. สช. สวรส. สปสช. ภาครัฐ อปท. อบต. เทศบาล ภาคประชาชน ชมรมแพทย์ชนบท ฯลฯ ร่วมกันกำหนดทิศทางระบบสุขภาพภาคใต้ มีคณะทำงานจากภาคใต้ตอนบนตอนล่าง ใช้ สวรส.เป็นศูนย์ประสานงาน มีเครือข่ายระดับจังหวัด เครือข่ายเชิงประเด็น.. ใช้กระบวนการทำ Mapping ให้เห็นว่ามีสถานการณ์สุขภาพอะไรบ้าง มีใครทำอะไรอยู่ในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันก็สร้างกลไกทำงานร่วมกัน แล้วก็สร้างงานโดยของบ สสส. มาทำโครงการ ที่แต่ละจังหวัดแต่ละประเด็นเสนอเข้ามาผ่านกลไกภาค..”

รูปแบบงานสร้างสุขครั้งนี้ ได้รับการการันตีจากเจ้าภาพจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองคนดี ที่มีแหล่งศึกษาเผยแผ่ธรรมะ แจกดวงตาให้เห็นธรรมจนเป็นที่รับรู้กันทั่วโลกอย่างสวนโมกขพลาราม ได้เสนอคอนเซ็ปต์การจัดงาน สุขภาวะทางปัญญา วาระสร้างสุขของฅนใต้ ๕๑ – ๕๒ เลือกสถานที่จัดในมหาวิทยาลัยราชภัฏด้วยการยึดเอา ๓ อาคารหลัก คือ ๑ หอประชุมใหญ่ ๑ อาคารอำนวยการ และ อีก ๑ อาคารทีปังกร พร้อมกับ ๒ ห้องอาหาร และอีก ๒ หอพักนักศึกษา พร้อมทั้งลานโล่งเชื่อมต่อของอาคารเหล่านี้เป็นปริมณฑลงานด้วยการแปลงทั้งหมดให้เป็นเสมือนสวนโมกข์ลำลอง โรงหนัง ลานหินโค้ง สระนาฬิเกร์ ศาลาธรรมโฆษณ์ ฯ กับยังมีเวทีกลางแจ้งใต้ร่มไม้ครึ้มอีก ๒ เวที นับว่าสถานที่ลงตัวอย่างยิ่ง คนเข้าร่วมทั้งหมดก็กินนอนอยู่ในที่เดียวกันทั้งนั้น ๓ วัน ๓ คืน

เมื่อผ่านเข้าประตูงานสร้างสุขจำลองประตูสวนโมกข์ พบกับซุ้มนิทรรศการละลานตาไปด้วย สิ่งนำเสนอ แบบจำลอง แสดง สาธิต แผนผัง และเอกสารหนังสือ เผ่ยแผ่ให้ผู้สนใจ ประเด็นเกษตรและอาหารก็ได้ยกครัวมาทำข้าวยำให้ลองซิม และยังมีผักยำยำผักพื้นบ้านจากยะลา ประเด็นการจัดการลุ่มน้ำ ก็เด่นไม่แพ้กันนำน้ำจากแต่ละแหล่งใส่ขวดมาอธิบายให้เข้าใจเห็นภาพชัดเจนจนหายสงสัย เด็กเยาวชนกับวัยสดใส สื่อด้วยการร้อง เล่น เต้นกันสนุก แถมมีต้นความคิด ใครคิดอะไรดีดี เขียนแล้วไปปักที่ต้นกล้วยเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน วัฒนธรรมคนใต้ก็สาธิตวิธีการย้อมผ้าสีธรรมชาติข้างๆ เวทีเสวนา และมีผลิตภัณฑ์ให้ชมด้วย พหุวัฒนธรรมพหุสังคมก็ยกชาชักมาทำให้ได้ทานกันจริงๆ ส่วนสื่ออาสาขบวนนี้น่าสนใจมีปฏิบัติการจริงในงานเป็นรูปแบบของอาสาสมัคร ช่วยกันเผยแผ่สิ่งดีดีที่ได้แลกเปลี่ยนกันตลอด ๓ วันในงานนี้ ให้สังคมได้รับรู้ มีทั้งสื่อ เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น วิทยุชุมชน อินเตอร์เน็ต และสื่อสิ่งพิมพ์

กระบวนการจัดการในวันงาน เมื่อแต่ละส่วนได้รับมอบหมายภารกิจตามคำสั่งแต่งตั้งคณะจัดงานสร้างสุขโดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีคุณทวีศักดิ์ สุขรัตน์ ประชาคมสุราษฏร์ธานีเป็นเลขาและผู้ประสานงานดำเนินการหลัก นอกจากต้องเตรียมสถานไว้รองรับแล้ว ยังต้องจัดการให้งานเป็นไปตามกำหนดการ ตั้งแต่ขั้นลงทะเบียน จัดเข้าที่พัก ประชาสัมพันธ์ชี้แจงการกินอยู่ร่วมกันตลอด ๓ วัน และรับผิดชอบงานเวทีกลางด้วย

การลงทะเบียน ได้ให้นักเรียนนักศึกษามาเป็นผู้ช่วยในการลงทะเบียนและแจกหนังสือ เสื้อ คูปองอาหาร ที่บรรจุในย่าม พร้อมดูแลข้าวกล่องอาหารเที่ยง อาหารว่าง และบริการอื่นๆ ถึงจะคลุกคลักไปบ้างแต่ ทุกคนก็ได้พยายามทำเต็มที่แล้ว

สำหรับหนังสือที่ใช้ประกอบในงาน สุขภาวะทางปัญญา วาระสร้างสุขของคนใต้ ๕๑ -๕๒ ที่ทุกคนต้องได้รับมีทั้งหมด ๓ เล่มหลัก พร้อมกับหนังสืออีก ๙ ประเด็นย่อยที่แจกให้สำหรับผู้เข้าประชุมในแต่ละประเด็น ทั้งหมดได้ตกลงร่วมกันว่าจะเอา ปัญญา เป็นตัวเคลื่อน โดยทุกประเด็นมีคณะทำงานขบคิดประสานขับเคลื่อนมาเป็นระยะ ๆ จนออกมาเป็นเอกสารนำเข้าสู่การพิจารณาเชิงประเด็น ๙ เล่ม คือ
ความสุขที่มี ความดีที่ทำของเด็กใต้ ประกอบด้วย บทเรียนกรณีศึกษาของ อบต.ปากพูน...ต้นแบบการสร้างต้นทุนชีวิตให้กับเด็ก, “มหาสดัม” สร้างเยาวชน, ชมรมหนำเทพศิลป์...หน่วยบ่มเพาะเยาวชนสืบสานวัฒธรรมภาคใต้, แรงบันดาลใจ...สู่ พฤติกรรมสุขภาวะ, เยาวชนฟ้าใส “หัวใจ” คือการเรียนรู้
วาระเมืองคนดี ลดอบายมุขสร้างสุขด้วยปัญญา ที่เปลี่ยนจากประเด็นสุขภาวะปัญญาของคนใต้ ซึ่งได้เตรียมกรณีศึกษาประกอบคือ สร้างสุขแบบพุทธทาสที่สวนโมกข์, โนราสร้างสุขภาวะที่เมืองนคร, แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง, ออมทรัพย์ออมปัญญาแบบครูชบ ยอดแก้ว, ธนาคารต้นไม้ ธนาคารแห่งภูมิปัญญา และไม่ทันจัดพิมพ์อีก คือสุขภาวะทางปัญญา ณ บ้านคีรีวง, กระบวนทัศน์อิสลามเพื่อการพัฒนา, วาระเมืองฅนดี : ลดอบายมุขสร้างสุขด้วยปัญญา

เกษตรและอาหารปลอดภัยของคนใต้ ประกอบด้วย บทเรียนกรณีศึกษาของ เส้นทางข้าวในโรงแรมนา ชุมพรคาบาน่ารีสอร์ท, ความสุขมวลรวมของชุมชนบ้านศาลาแม็ง, “ผักปลอดสารพิษ” บางเหรียง “ปลุกกินเอง เหลือขาย เรากินได้ คนอื่นกินได้” , ข้าวพันธุ์พื้นบ้านของชาวบางแก้ว, จากยุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านอาหารของชาติเมื่อวันวาน...สู่สภาฯอาหารปลอดภัยของชาวสงขลาในวันนี้
นโยบายสาธารณะการจัดการลุ่มน้ำโดยชุมชนภาคใต้ ประกอบด้วย บทเรียนกรณีศึกษาของ “ทำนา หาปลา ขึ้นโหนด”...ความสุขแบบพอกิน ของคนคาบสมุทรสทิงพระ, องค์กรชุมชนกับการจัดการลุ่มน้ำตรัง, กระบวนการเรียนรู้...สู่การสร้างสุขของชุมชนลุ่มน้ำเทพา, ลุ่มน้ำสายบุรีในวิถีชุมชนมุสลิม, ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา, เครือข่ายฯ รัตภูมิวิถีความร่วมมือแห่งลุ่มน้ำ, ความร่วมมือที่ลุ่มน้ำหลังสวนดัชนีชี้เป็นชี้ตาย “สิ่งแวดล้อม” , ปัจจัยแห่งการดำรงอยู่ของผืนป่าและวังปลา ณ ลุ่มน้ำคลองยัน
วัฒนธรรมคนใต้กับการจัดการสุขภาวะ ประกอบด้วย บทเรียนกรณีศึกษาของ ผลิตภัณฑ์อาหารจากกล้วยอาหารภูมิปัญญาพัทลุง, โครงการฟื้นฟูกระบวนการย้อมครามในวิถีผ้าพื้นบ้านภาคใต้, ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรและการนวดพื้นบ้าน, เส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนวิถีพุทธคลองแดน, การแสดงพื้นบ้านกับสุขภาวะคนใต้

พหุปัญญาสู่สังคมพหุวัฒนธรรม
ท้องถิ่นกับการสร้างสุขภาพ ประกอบด้วย บทเรียนกรณีศึกษาของ การจัดการขยะฐานศูนย์การประยุกต์แนวความคิดของเทศบาลตำบลปริกเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างเสริมสุขภาพชุมชน, องค์การบริหารส่วนตำบลปากพูนกับการสร้างสุขภาวะชุมชน, ตำบลสุขภาวะท่าข้าม
คนใต้กับการเมืองภาคประชาชน ประกอบด้วย บทเรียนกรณีศึกษาของ ประชาคมท้องถิ่นตรังกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาท้องถิ่นสู่จังหวัด, การเมืองสมานฉันท์ที่ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา, ธรรมนูญชุมชนเกาะปอ, ชุมชนหลอมปืนกับอำนาจในการจัดการตนเองและทรัพยากรชายฝั่ง, สภาผู้นำกับประชาธิปไตยฉบับชาวบ้านเพื่อการสร้างสุขชุมชนจากหมู่บ้านน้ำซับถึงตำบลขุนทะเล
ธรรมะบันเทิง บันเทิงได้ด้วยปัญญาเพื่อการถึงธรรม ว่าด้วยคาราโอเกะเพลงธรรมะ ๑๑ เพลง และแนวสร้างสุขแบบพุทธทาสที่สวนโมกข์
และยังมีเอกสารหลักอีก ๓ เล่ม คือ
FACTS AND FIGURES ๒๐๐๘ ข้อเท็จจริงและสถิติภาวะคุกคามสุขภาพภาคใต้ ประกอบด้วย ไข้มาลาเรีย โรคไข้เลือดออก โรคเอดส์ วัณโรค โรคชิคุนกุนยา อนามัยแม่และเด็ก สุขภาพช่องปากในเด็ก สถานการณ์การดื่มสุราของเยาวชนในภาคใต้ สถานการณ์การบริโภคยาสูบของคนไทย สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนใต้
สุขภาวะคนใต้ สถานการ์และข้อเสนอเพื่อการสร้างสุข เป็นเอกสารที่ทีมวิชาการและคณะทำงานของแต่ละประเด็นร่วมกันสรุปสถานการณ์สุขภาวะในประเด็นนั้นๆ พร้อมข้อเสนอเพื่อการสร้างสุขใน ๘ ประเด็นหลัก
สุขสร้างได้ด้วยปัญญา เป็นอีกความพยายามที่ต้องการร้อยเรื่องราวของทุกประเด็นในงานสร้างสุขภาคใต้ “สุขภาวะทางปัญญา วาระสร้างสุขของฅนใต้ ๕๑ -๕๒” ให้ตอบโจทย์เรื่องปัญญา โดยได้ประมวลเนื้อหาออกมาเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่ ๑ สุขภาวะปัญญาของฅนใต้ เป็นนิยามความหมาย และหลักคิดเรื่องปัญญาของฅนใต้ ส่วนที่ ๒ สุขสร้างได้ด้วยปัญญา เป็นการประมวลจากบทเรียนทั้งหมดใน ๘ ประเด็น มีแง่มุมทางสุขภาวะทางปัญญาอย่างไร

ส่วนของแถมในงานนี้ นอกจากธรรมะบันเทิง ถามตัวเอง ที่เปิดห้องประชุมใหญ่ร้องเพลงคาราโอเกะธรรมะกันแล้ว ยังมีกิจกรรมเสวนากับชาชักของพี่น้องมุสลิม แล้วก็การนั่งสมาธิออกกำลังใจกับการออกกำลังกายไทเก๊กและอื่น ๆ อีกมากที่เอากันมาผสมผสานกันในตอนเช้าตรู่

เมื่อเปิดฉากเวทีงานสร้างสุขภาคใต้ครั้งที่ ๓ การแสดงศิลปะ–วัฒนธรรมสร้างสุข ๔ มุมเมืองก็เริ่มขึ้น มาพร้อมกับทีเด็ดที่มาเสริม เปิดเวทีกับนักร้องลูกทุ่งสาวเสียงใสมาร้องนำสามสี่เพลงพร้อมนางรำนุ่งน้อยห่มน้อยให้เป็นที่ตกกะใจกับ “ปัญญานำของคนใต้” อยู่พักใหญ่ก่อนที่จะพากันนิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้ากับโต๊ะครูออกจากหอประชุมกันแทบไม่ทัน ทราบทีหลังว่ามีขาใหญ่ อบต.ในสุราษฎร์เมืองเจ้าภาพบอกมาว่ามีรายการดีมาขอสมทบแทรกเสริม แล้วใครก็ไม่ทันคิด ยกให้เป็นรายการพิเศษเปิดเวทีทำเอาได้ปัญญากันตาม ๆ กัน ก่อนจะตามด้วยดีเกฮูลูของเด็ก ๆ จากภูเก็ตที่เต็มไปด้วย สุขภาวะทางปัญญาอย่างยิ่ง เพราะน้องร้องเล่นอย่างมีสติลีลาและรื่นเริง แถมเนื้อหาก็พาให้ปลงกับน้องสาวนุ่งน้อยทั้งหลาย เพราะน้องดีเกฮูลูร้องเพลงว่าเป็นมุสลิมต้องศรัทธาในศาสนา เป็นคนไทยต้องรักชาติและบ้านเกิด ฯ ...งานนี้มีข้อคิดสำหรับคนคุมเวที
ต่อมาเป็นการรายงานสุขภาวะคนใต้ โดยศาสตราจารย์ นพ.วีระศักดิ์ จงสุ่วิวัฒน์วงศ์ และ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ชี้เรื่องโรคระบาด ซิคุนกุนยา มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเอดส์ วัณโรค ปัญหาสังคมเศรษฐกิจจากความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ แต่จากที่ดูรายงานผ่านมา ๓ ปี เรื่องนี้ยังขยับไม่ออกจากการนำเสนอเพียงข้อมูลด้านระบาดวิทยาเท่านั้น

จากนั้นพิธีเปิดอย่างเป็นทางการก็เริ่มในเวลา ๑๓.๐๐ น. ที่คนเข้าร่วมแน่นขนัด รมว.สธ.ไม่มาเอง มอบผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นายสุเชษฐ์ แวอาแซ เป็นประธานเปิดงาน มีนายแพทย์ณัฐวุติ ประเสริฐสิริพงศ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้กล่าวรายงาน ว่า การจัดงานสร้างสุขเป็นเพียงจังหวะการเคลื่อนไหวหนึ่งเพื่อการสร้างสุขของฅนใต้ที่เชื่อมประสานไปกับจังหวะของแผ่นดินที่ผ่านการพัฒนามาเนิ่นนานแม้จะเป็นเพียงจังหวะเล็กๆ แต่ก็เป็นจังหวะแห่งการก้าวใหม่ของ "ชุมชนชาวบ้านและคนเล็กคนน้อย" ที่ขอมีส่วนบ้างตามกำลังและศักยภาพที่ประสานไปพร้อมกับการขับ "ความรู้" เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมให้เป็นสุขด้วยกัน
ทั้งนี้ โดยมีหลักคิดว่า สุขภาพ สุขภาวะ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญยิ่งของชีวิต ของผู้คนในสังคม การทำให้คนตื่นรู้ เรื่อง สุข-ทุกข์ รู้ตามสภาพเป็นจริง รู้หาเหตุ รู้ว่าสุขมีได้ เสริมสร้างได้ด้วยหนทางต่างๆ ภาคใต้มีการคิดค้นริเริ่มเรื่องนี้มาเนิ่นนานมีนวัตกรรมแก้ทุกข์ สร้างสุขออกมาอย่างหลากหลาย เช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ธนาคารหมู่บ้าน สภาผู้นำ และแผนแม่บทวิสาหกิจชุมชน เชื่อมประสานกับศาสนธรรมที่สืบต่อกันมาช้านาน ๕ ปีที่ผ่านมากระแสการสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาพองค์รวมได้ยกระดับเป็นวาระสร้างสุขสู่การเคลื่อนไหวไปสู่เครือข่ายภาคีพันธมิตรสร้างสุขในภูมิภาค
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยังได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของงาน คือ ๑. เพื่อยกระดับให้เรื่องสุขภาพ-สุขภาวะ หรือสุข-ทุกข์ และการสร้างเสริมสุขภาพเป็นวาระสำคัญของฅนใต้ ๒. เพื่อประมวลและประเมินสถานการณ์ด้านสุขภาพของภาคใต้สู่การพัฒนาสร้างเสริมสุขภาวะเชิงรุก ๓. เพื่อการเรียนรู้ขยายผลกิจกรรมงานสร้างเสริมสุขภาวะสู่ภาคีพันธมิตรหน่วยงาน ชุมชน ท้องถิ่นและสาธารณะ ๔. เพื่อสร้างกลไกระดับภาคในการเชื่อมประสานบูรณาการและขยายเครือข่ายภาคีพันธมิตรสร้างสุขภาพในภาคใต้
ลักษณะการจัดงาน คล้ายกับการเข้าค่ายของผู้คนใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้จำนวน ๑,๐๐๐ คนมาร่วมกันกำหนดวาระคนใต้ เพื่อเสนอนโยบายที่สำคัญ จำนวน๑๐ เรื่อง ได้แก่
๑. ความสุขที่มี ความดีที่ทำ ของเด็กใต้ ๒. ลดอบายมุข สร้างสุขด้วยปัญญา ๓. เกษตรและอาหารปลอดภัยของคนใต้ ๔. นโยบายสาธารณะการจัดการลุ่มน้ำโดยชุมชนภาคใต้ ๕. วัฒนธรรมคนใต้กับการจัดการสุขภาวะ ๖. สื่อคนใต้สร้างสุข ๗. ท้องถิ่นกับการสร้างเสริมสุขภาพ ๘. ธรรมะบันเทิง สร้างสุขด้วยปัญญา ๙. คนใต้กับการเมืองภาคประชาชน ๑๐. พหุปัญญาสู่สังคมพหุวัฒนธรรม
โดยการคาดหวังว่า เมื่อเสร็จสิ้นงานนี้แล้ว มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อนำข้อเสนอไปสู่การขับเคลื่อนในพื้นที่และระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ขณะที่นายสุเชษฐ์ แวอาแซ ประธานเปิดงาน กล่าวว่า จากการรายงานของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้ได้ข้อคิดว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อทุกคน และมีความหมายกว้างขวางไปถึงสุขภาวะ ที่รวมเอาร่างกาย จิตใจ ชุมชนสังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย ถือเป็นการให้นิยามที่สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างรอบด้านเป็นองค์รวมและมีการเชื่อมโยงบูรณาการกันอย่างน่าสนใจยิ่ง ในแต่ละปีรัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากกับการรักษาหรือซ่อมสุขภาพ ขณะเดียวกัน หากว่าเราได้มีการสร้างนำซ่อม จะสามารถทำให้สุขภาวะสังคมไทย ชีวิตคนไทย โดยเฉพาะคนใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรง ท้องถิ่นน่าอยู่ การที่มีกลุ่ม องค์กรหน่วยงาน ทั้งภาคเอกชน ชุมชน ประชาสังคม และหน่วยราชการได้สร้างสรรค์สิ่งดีงาม และมีคุณค่าขึ้นในท้องถิ่นและชุมชนพร้อมๆ ไปกับการนำหลักศาสนาเข้ามาเชื่อมโยงเป็นฐานการพัฒนาในห้วงเวลาที่ผ่านมา นับเป็นการก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งของการลดทุกข์ สู่การสร้างสุขให้เกิดขึ้นในภาคใต้
ต่อจากนั้นอยู่ดี ๆ ไม่ทราบว่าประสานกันอย่างไร พิธีกรก็ประกาศเชิญชวนผู้เข้าร่วมตามประธานออกไปชมนิทรรศการ กินของว่างแล้วไปประชุมห้องย่อย ทั้ง ๆ ที่มีรายการสำคัญ ปาฐกถานำเรื่องสุขภาวะทางปัญญา โดยเจ้าอาวาสสวนโมกข์ พระภาวนาโพธิคุณ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา เพื่อเปิดประเด็นทางปัญญาตามแนวพุทธและมุสลิม ใช้เป็นหลักคิดสำหรับการเสนาในประเด็นย่อย จนเกิดโกลาหลเล็กน้อยก่อนที่จะกลับเข้าสู่รายการปกติได้ คนก็หายไปจากห้องเกือบหมด งานนี้มีข้อคิดสำหรับคนทำสคริปต์กับพิธีกรรับเชิญที่มาเพื่อเป็นพิธีกรโดยไม่ได้รู้เรื่องงานมาก่อน

บ่ายแรกมี ๓ เวทีย่อย เวทีลดอบายมุข สร้างสุขด้วยปัญญาของคนสุราษฎร์ ที่ห้องประชุมโรงมหรสพทางวิญญาณ ดูท่าจะกร่อยที่สุด เพราะอยู่ไกลและไม่มีคนเข้าเลย ส่วนอีกสองเวทีมีคนมากเพราะเตรียมกันมาก่อน คือ เวทีวาระคนใต้ เรื่อง ‘ความสุขที่มี ความดีที่ทำของเด็กใต้ ที่ห้องประชุมธรรมทโฆษณ และที่ห้องประชุมสระนาฬิเก เรื่อง เกษตรและอาหารปลดภัย ของคนใต้

ตกเย็นหลังอาหารมีเวทีพิเศษ คาราโอเกะเพลงธรรมบันเทิง คนก็น้อย มีแต่ขาประจำที่รู้จักและชักชวนกันไว้เท่านั้น ภาคีเข้าร่วมอื่น ๆ แทบไม่มีมาเลย คงต้องทบทวนทั้ง ๓๖๐ องศา งานนี้ทีวีไทยมาบันทึกรายการไปออกอากาศด้วย

วันที่สองของงานสร้างสุข เริ่มต้นตั้งแต่เช้ามืด ณ ลานกิจกรรมหน้าอาคารทีปังกรณ์ เป็นการทำกิจกรรมทางศาสนา ต่อด้วยการออกกำลังกาย ไท้เก็ก หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็เข้าสู่สาระของแต่ละกลุ่ม มีเวทีวาระคนใต้อีก ๘ เวที เช้า ๔ บ่าย ๔ โดยมีเวทีหลักคือการจัดการลุ่มน้ำที่เหมายาวเช้าบ่าย ยกพลคนลุ่มน้ำและบรรดากูรูของภาคใต้มากันพร้อมหน้า คนเข้าก็คับคั่งจริงจัง อีกเวทีที่เห็นครูใหญ่ทางวัฒนธรรมภาคใต้มากันตรึม คือเวทีวัฒนธรรมคนใต้ ในขณะที่เวทีท้องถิ่นนั้น นายกมากันมากหน้า ที่สำคัญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมท้อมถิ่นมาอยู่ตลอดเวที ที่สำคัญที่สุดคือไฟดับอยู่นานนับชั่วโมง แต่ห้องประชุมขนาด ๓๐๐ กว่าคนที่แน่นขนัด มืดมิดและค่อย ๆ อบอ้าวจนอุ่นนั้น ไม่มีการขยับลุกออก จนท่านรองปลัดบอกว่าเป็นเวทีที่ให้สาระอย่างยิ่ง มีสองเวทีที่แถมเสริมเข้ามา คือ เวทีสื่อคนใต้สร้างสุข กับ ธรรมบันเทิง ก็มีคนเข้าร่วมตามสมควร ในขณะที่เวทีอื่นก็มีคนเข้าร่วมกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ส่วนเวทีวัฒนธรรมวิถีมุสลิมเสวนากับชาชักนั้น เข้าใจว่ามีความไม่พร้อม จึงลดรายการลง ไม่มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมใด ๆ

วันที่ ๓ เป็นเวทีสรุปผลการประชุมระดมปัญญา ที่ออกแบบให้เป็นการเชิญตัวแทนจากแต่ละเวทีประเด็นมานำเสนอข้อสรุปที่ได้โดยมีเอกสารการสรุปแจกจากทุกประเด็นให้กับทุกคน ให้อ่านเสนอสั้น ๆ ๓ – ๔ นาที กำหนดให้ นพ.บัญชา พงษ์พานิช เป็นคนดำเนินรายการ ก็ดูว่าวิธีนี้น่าสนใจเหมือนกัน มีสาระ กระชับ ไม่แห้งแข็ง แถมยังได้เสียงฮาเป็นระยะ ๆ มีคนเข้าร่วมราว ๆ ๓๐๐ - ๔๐๐ คน โดยมีตัวแทนจากภาคีหุ้นส่วนมาเพิ่มข้อสังเกต คือ อ.กรรณิการ์ รองเลขา สช. กับ นพ.ภูมิวิชช์ ผอ.สปสช.ภาคใต้ตอนบน โดยรอง ผจก.สสส.ดร.สุปรีดา ที่แจ้งว่าจะมานั้นเกิดติดกิจขอยกเลิกการมา ก่อนที่ท่านผู้ว่าสุราษฎร์จะมาเป็นประธานปิดด้วยการประกาศเจตนารมณ์ลดอบายมุข สร้างสุขด้วยปัญญาของเมืองสุราษฎร์ และคุณลุงประยงค์ รณรงค์มาให้ปัจฉิมพจน์ พร้อมกับการแสดงปิดกับการรับไม้ต่อของนครศรีธรรมราช
ข้อสังเกตต่องานสุขภาวะทางปัญญา วาระสร้างสุขของฅนใต้ ปี ๒๕๕๑ - ๒๕๕๒
ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษของงานภาคใต้มีอีก ๖ - ๗ ประเด็น
หนึ่ง การมุ่งมั่นเรื่อง สุขภาวะทางปัญญา วาระสร้างสุขของคนใต้ ที่ขอให้ทุกประเด็นเน้นการขับเคลื่อนด้วยปัญญา นำเสนอกรณีศึกษา ยกระดับความรู้และปัญญาออกมาขับเคลื่อน โดยยังมีการถอดรหัสทางปัญญาจากแต่ละกรณีศึกษาและประเด็น ออกมาเป็นเล่มน้อย ‘สุขสร้างได้ ด้วยปัญญา’ อีกด้วย ส่วนจะเกิดผลกี่มากน้อยค่อยดูกันอีกที
สอง การขับเคลื่อนเป็นประเด็นโดยกลุ่มขับเคลื่อนเชิงประเด็นที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเดิมจนถึงประเด็นใหม่ ผ่านกรณีศึกษาต่าง ๆ อย่างเกาะติดจนแม้ในการมาประชุมก็เกาะติดกันตลอดดังปรากฏในการเข้าร่วมกลุ่มเชิงประเด็น
สาม การออกแบบพื้นที่และบรรยากาศงานได้อย่างลงตัวยิ่ง ทั้งที่พัก อาหาร ลานนิทรรศการ เวที และ ห้องประชุม ในทัศนะของผมเห็นว่าสถานที่ของภาคใต้ปีนี้เข้าขั้นสุดยอดเลยทีเดียว ขอปรบมือให้ทีมสุราษฎร์ดัง ๆ อีกที หลังจากเสียท่าไป ๒ ทีเมื่อตอนพิธีเปิด
สี่ ที่พัก กับ อาหาร ได้รับการชื่นชมมาก ๆ กล่าวคือนอนกันง่าย ๆ ในหอพักนักศึกษา ผมพบอดีตอธิการบดี ศิลปินแห่งชาติ ฯ ท่านนอนหอนักศึกษากันทั้งนั้น ด้านอาหาร โดยเฉพาะเช้ากับเย็นที่ยึดโรงอาหารมาตั้งหม้อ เตา กระทะ ผัดผัดไทย ทอดปาท่องโก๋ ชงชากาแฟ ให้กินกันอย่างนี้ นับว่าสุดยอดเช่นกัน คุยกันไป กินกันไป ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ได้อะไรมากกว่าที่คิด
ห้า บรรยากาศพิเศษตอนเช้าตรู่ตั้งแต่ตีห้าของวันที่ ๒ และ ๓ นั้น เชื่อว่าคนที่เข้าร่วมจะรู้และสัมผัสได้เองถึงความวิเศษ กล่าวคือ มีการสวดมนตร์ทำวัตรเช้าและบทพิเศษบางบทแบบครบเครื่อง ตามด้วยการนั่งสมาธิภาวนาชั่วขณะ แล้วร่วมเต้นไท้เก๊กกับชมรมไท้เก๊กสุราษฎร์ธานีที่ย้ำเรื่องการออกกำลังใจและปัญญา ต่อด้วยนานาการออกกำลังกายในวิถีคนใต้ ตั้งแต่โนรา รองเง็ง แถม แทงโก้ กะ ชะชะช่า จบแล้วพากับไปกินป่าท่องโก๋ ข้าวต้ม ชากาแฟ ก่อนอาบน้ำแล้วเข้าประชุมกัน
หก นิทรรศการมีการจัดอย่างง่าย ๆ พอเสริมบรรยากาศ ที่ทำได้น่าสนใจมากน่าจะเป็นของกลุ่มวัฒนธรรม กับ กลุ่มลุ่มน้ำ ของเพื่อนคริสต์น่าเสียดายที่ตั้งไกลออกไป เช่นกันกับของสวนโมกข์ที่ไกลห่างออกไปนิดนึง แต่อย่างอื่นก็ลงตัวยิ่งแล้ว
เจ็ด การสื่อสาร เห็นการตั้งเวทีจัดรายการและถ่ายทอดวิทยุ และ เคเบิ้ลทีวีตลอดงานทั้ง ๓ วัน เรียกว่าทำคู่ขนานอย่างไม่ลดละ โดย นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมแผนเปิดรับทั่วไป สสส. ก็ถูกตามตัวไปออกอากาศสดทางเคเบิ้ลทีวี กับ วิทยุประเทศไทยที่ตลาดในเมืองกว่า ๒ ชั่วโมง
แปด ที่ภาคใต้ทำอย่างนี้ได้อาจจะเพราะจัดเป็นเจ้าสุดท้ายก็ได้ ข่าวว่าข้อสังเกตจาก เหนือและอีสานส่งผลต่อการเตรียมการที่ภาคใต้อย่างมาก ก็หวังว่าการทำข้อสังเกตทั้งหมดมานี้มิได้มีเจตนาอื่น ดู เห็น คิด เขียนโดยสุจริตใจและด้วยปรารถนาดีทั้งสิ้น เพื่อให้ได้ร่วมเรียนรู้อย่างกว้างขวางเพื่อเอามาประการขบคิดขบวนการงานสร้างสุขทั่วไทยของพวกเราต่อไป

for ever

for ever