ตถตา

ตถตา

บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เมื่อถึงคราวต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก

เมื่อเดือนก่อน ผมได้เขียนบทความเชิงแชร์ประสบการณ์เล่าบทเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องแม่ โดยความตั้งใจในส่วนลึกก็เพื่อส่งดวงวิญญาณของแม่ให้ไปสู่สุคติ และให้กำลังใจกับเพื่อนพี่น้องที่แม่ได้จากไปหรือกำลังจากไป และตั้งใจจะเล่าต่อเรื่องความยุ่งยากทรมานในขั้นตอนการรักษายื้อชีวิตในหัวข้อ "โอกาสของคนรากหญ้าในระบบการแพทย์ที่แสนยิ่งใหญ่" ที่จริงไม่ได้จะกระทบวงการแพทย์ไทย ที่เป็นนักบุญช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยอย่างไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย เพราะผมก็รู้อยู่เต็มอกว่า ที่อยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะบุญคุณของหมอ เมื่อคราวที่ประสบอุบัติเหตุ แต่ที่อยากจะแชร์คือเรื่องความไม่เข้าใจ การรู้ไม่หมด หรือการไม่รู้เรื่องอะไรเลยในขั้นตอนการรักษาทำให้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง จนแทบเป็นบ้าได้ หรือเกิดปัญหาใหม่ตามมา อันนี้ผมเห็นเป็นปัญหาจริงจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เรื่องนี้ขอทิ้งประเด็นไว้แค่นี้ก่อนค่อยมาต่อกันในคราวหลัง

ส่วนที่อยากจะนำเสนอคราวนี้ คือเรื่องการเตรียมตัวเตรียมใจเมื่อถึงคราวต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ผมว่าเรื่องนี้สำคัญ ถ้าใครยังไม่เคยสัมผัสก็คงยากรู้ได้ แต่เรื่องนี้คงไม่มีใครหนีพ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องประสบเรื่องนี้ขึ้นมา เพียงขอให้มีสติพอ มีกัลยาณมิตรให้กำลังใจและชี้แนะก็จะผ่านไปได้ด้วยปกติ และเมื่อกลางเดือนก่อน หลังจากที่ผมได้มีโอกาสนึกทบทวนกับตัวเองในเรื่องนี้อยู่พอดี เพื่อนธรรมภาคีที่ช่วยงานออกแบบปกหนังสือของสวนโมกข์กรุงเทพก็ได้ส่งอีเมลมาปรึกษาในเรื่องนี้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์กับหลายท่านที่ประสบกับเรื่องนี้อยู่ จึงขออนุญาติลงบทสนทนาดังกล่าว แต่จะสงวนบางส่วนไว้ไม่ให้กระทบกับบุคคลอื่น และขออนุโมทนากับบทเรียนของทุกท่าน ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเรียนรู้เข้าถึงความจริงของชีวิตด้วยกันทุกคน

เรียนคุณไพโรจน์

เนื่องจากมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งกำลังเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะคุณแม่ของเขากำลังป่วยหนักอาการทรุดมาก รอเวลาที่จะสิ้นลม ดิฉันอยากให้เขาได้ฟังหรืออ่านธรรมะเพื่อปรับสภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ให้สงบทั้งตัวเขาเองและตัวคุณแม่ของเขาก่อนที่จะสิ้นลม (หากท่านยังพอได้ยิน)

ดิฉันค้นดูใน internet พบบทความของพระไพศาล วิสาโล ตามลิงก์ด้านล่างนี้ http://www.visalo.org/article/D_dhammakangTieng.htm
จึงขอรบกวนปรึกษาคุณไพโรจน์ว่าเหมาะสมสำหรับสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่ อย่างไร หรือหากคุณไพโรจน์มีบทความหรือหนังสือธรรมะอื่นที่เหมาะสมยิ่งกว่านี้
สำหรับคุณแม่ให้เตรียมตัว และสำหรับรุ่นน้องให้ทำใจ รบกวนโปรดแบ่งปันให้ดิฉันนำไปมอบให้กับน้องคนนี้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งค่ะ


ตอบ
น่าจะเหมาะสมครับ เพราะท่านพระอาจารย์ไพศาล ท่านทำเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ เขียนหนังสือออกมาชื่อ ก่อนอาทิตย์อัสดง เรื่องนี้ก็ดีครับ ที่สวนโมกข์กรุงเทพมีครับ ถ้าต้องการจะจัดส่งให้ ส่วนเรื่องอื่น มีธรรมะสำหรับคนเจ็บไข้ของอาจารย์พุทธทาส ฯลฯ

ฝากถึงเพื่อนพี่น้องที่กำลังทุกข์ครับ

ในความเห็นของผม เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสอย่างดีที่จะได้ฝึกปฏิบัติธรรม และคงไม่มีโอกาสใดดีกว่านี้แล้ว ผมก็เคยผ่านเรื่องนี้มาเมื่อสองปีก่อน แม่ได้จากไปอย่างสงบ ตอนแรกก็พบปัญหาเหมือนกับทุกคน ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความกังวลสารพัดอย่าง ส่วนแม่ก็ต้องทรมานทั้งทางกายและใจ ไม่ยอมปล่อยวาง เพราะห่วงคนข้างหลัง ผมต้องหาสารพัดวิธีในการช่วยให้คลายทุกข์ อ่านหนังสือธรรมะให้ฟังท่านก็ไม่ค่อยฟัง สุดท้ายคนที่ทุกข์หนักคือคนรอบข้าง เต็มไปด้วยอาการโศกเศร้ากังวลให้ท่านเห็น ท่านก็ยิ่งห่วงและไม่ปล่อยวางไปใหญ่.

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็เลยเปลี่ยนวิธีใหม่ แทนที่จะแก้ปัญหาความทุกข์ใจให้กับแม่ ผมกลับมาทำกับตนเองและญาติพี่น้อง ลองตั้งสติใหม่ ทบทวนตัวเองว่าเราเป็นทุกข์เพราะอะไร กลัวแม่จากไปใช่ไหม พอนึกก็ตอบตัวเองได้ว่าใช่ แต่พอคิดทบทวนก็เริ่มทำใจได้ เข้าใจว่าไม่มีใครฝืนความตายได้ คิดไปคิดมาก็พบว่า ทั้งหมดเกิดจากความไม่พร้อมทางใจของเราเอง เกิดความกังวลที่ไม่ได้ดูแลแม่ให้ดีที่สุด จากความไม่รู้ว่าถึงเวลาที่แม่จะจากไปจริงๆ หรือไม่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทรมานสุดๆ เป็นการต่อสู้ภายในตัวเองอย่างถึงที่สุด ใจหนึ่งก็คิดว่าแม่ยังอยู่กับเราได้ อีกใจหนึ่งก็บอกว่า แม่เหนื่อยมามากแล้วให้หลับให้สบายเถิดไม่ต้องกังวลเป็นห่วงอะไร แต่ผมก็โชคดีที่มีกัลยาณมิตรที่เป็นหมออยู่หลายท่าน ซึ่งโดยทั่วไปญาติคนไข้จะมีโอกาสรู้สภาพที่แท้จริงของคนไข้น้อยมาก เพราะหมอคิดว่าญาติคนไข้ไม่ค่อยรู้เรื่องภาษาหมอ และหลายครั้งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ญาติพี่น้องของผมหลายคนก็กังวลและเป็นทุกข์เพราะไม่รู้เรื่องชัดเจนในอาการและคิดไปสารพัดอย่าง กล่าวหาว่าหมอไปสารพัดเรื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็เลยแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ให้เฉพาะผมเป็นคนประสานพูดคุยกับหมออย่างตรงไปตรงมา แล้วมาอธิบายให้ญาติพี่น้องคนอื่นๆ เข้าใจอาการอย่างแท้จริง และเมื่อหมอจะทำการสิ่งใดที่มีผลต่อชีวิตและร่างกายก็ขอให้แม่และพวกเราได้มีส่วนร่วมตัดสินใจ จึงทำให้ทุกข์เรื่องนี้ก็เลยคลายไปอีกขั้นหนึ่ง.

กรณีต้องตัดสินใจในช่วงวิกฤติยื้อชีวิตของแม่
เมื่อแม่ดีขึ้นและกลับไปพักฟื้นที่บ้าน เกิดเดินสดุดเป็นแผลถลอกนิดเดียว แต่ด้วยความชล่าใจในการดูแล เรื่องโรคเบาหวานระยะสุดท้าย ทำให้เป็นปัญหาใหญ่ ถึงจะพาไปพบหมอและทำแผลล้างแผลกันอยู่ทุกวัน ได้มีการขูดล้างแผลให้แผลสดไม่เน่าเปื่อยจากการตายของปลายประสาทที่ไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง ทำให้ต้องขูดไปเรื่อยๆ จนนิ้วเท้าหายไป ตอนแรกแม่ยังแข็งแรงพอเดินได้ แต่เมื่อแม่รู้สึกตัวว่านิ้วเท้าหลุดไปก็ทุกข์มาก อาการทรุดลงทันที ไม่สามารถยอมรับสภาพที่ตัวเองจะจากไปโดยไม่ครบสามสิบสองได้ จึงไม่ยอมให้หมอทำการรักษาอะไรทั้งสิ้น ไม่ยอมตัดเท้า ไม่ยอมรับอาหารทางสายยาง ทำให้หมอ พยาบาล และพวกเราปั่นป่วนวุ่นวายกันไปหมด
แต่เมื่อตั้งสติได้ ผมก็คิดใหม่ มองว่าชีวิตก็เป็นของแม่ เมื่อแม่ปราถนาอย่างนั้นแล้วเราจะไปดึงดันเพื่ออะไร จึงปรึกษากับญาติพี่น้องว่าจะทำตามใจแม่ คือเอาแม่กลับบ้าน แต่หมอที่รักษาเองก็ยังไม่ยอม บอกว่าต้องรักษาตามแบบเขาและมีสิทธิ์อยู่ได้อีก ๕ - ๑๐ ปี แต่ถ้ากลับไปอยู่สภาพอย่างนี้ หมอบอกว่าจะอยู่ได้ไม่ถึงเดือนแน่ คราวนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าตัดสินใจผิดก็เหมือนกับพวกเราฆ่าแม่ทางอ้อม ต้องคิดกันอย่างหนัก พวกเราก็คุยกันหลายรอบ ถามความต้องการแม่ แม่ก็ยืนยันกลับบ้าน แต่แม่ก็กลัวตาย และกลัวที่สุดคือกลัวร่างกายไม่ครบสามสิบสอง แต่ผมก็คิดว่าอีกอย่างที่แม่กังวลคือเรื่องค่ารักษาที่นับวันยิ่งหมดไปมาก
ผมก็ปรึกษากับหมอหลายคน โดยเฉพาะคุณหมอบัญชาที่ช่วยชี้แนะและประสานช่วยเหลือให้ปรึกษากับหมอผู้รักษาอย่างตรงไปตรงมา และนำมาบอกเล่าอาการให้แม่ฟัง เมื่อแม่รู้อาการที่แท้จริงของตัวเอง แม่ก็บอกเลยว่าขอกลับบ้าน ตายก็ขอให้ตายที่บ้าน พวกเราส่วนหนึ่งคัดค้านส่วนหนึ่งเห็นด้วย แต่เมื่อคุยกันมากขึ้น อ้างเหตุผลเพื่อให้แม่มีความสงบใจก็เลยตกลงกันได้ว่าให้กลับบ้าน.

เมื่อถึงบ้านก็แบ่งหน้าที่กันเฝ้าดูแล
ต่างคนก็รู้อยู่ว่าแม่จะต้องจากไป จึงขอให้ทุกคนทำใจ จะทำใจได้หรือไม่ได้ แต่อย่างน้อยในช่วงที่ดูแลนี้ห้ามแสดงการการโศกเศร้าให้แม่เห็น นี้เป็นข้อตกลงร่วมกัน และต้องทำใจให้เข้มแข็ง เบิกบานก่อนที่จะเข้าไปพบแม่
อาการของแม่ทานอะไรไม่ได้เนื่องจากลำใส้ไม่ทำงาน ทานได้แต่น้ำกับอาหารสกัดวันละ ๑ ช้อน ส่วนน้ำเกลือก็เข้าไม่ได้ เพราะบวมน้ำตัวเขียวไปหมด เกิดจากไตไม่ทำงาน ตอนที่อยู่โรงพยาบาลจะทรมานมาก คนเฝ้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนเหมือนจะตายก่อนคนไข้เอา แต่เมื่อมาอยู่ที่บ้าน ผมก็ไม่ทราบด้วยเหตุใด แม่ลดความทรมานไปอย่างมาก และระบบดูแลเป็นไปแบบดีที่สุดเท่าที่พวกเราจะมีปัญญาทำกันได้ในสภาพของบ้านนอก ญาติพี่น้องเมื่อว่างจากงานแล้วมานอนเฝ้ากันเต็มบ้านเสียงคุยกันสนุกสนานพูดหยอกล้อกันจนแม่หัวเราะได้ แม่เหมือนอาการดีขึ้นๆ สภาพจิตใจเข้มแข็งและพร้อมจากไปได้ทุกเมื่อ พวกเราก็ลืมความกังวลไปเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจว่ามีพลังอย่างมากนอกจากกำลังใจ ก็คือพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกัน ทำให้เป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกัน พลังนี้ยิ่งใหญ่มาก ตอนเย็นเรามาร่วมสวดมนต์ให้แม่กัน ทำพิธีรับขวัญสู่ขวัญ ญาติพี่น้องก็มากันมาก จากหมอที่บอกว่าจะอยู่ได้ ๑๕ วัน อย่างมากก็ไม่เกินเดือน แต่เมื่อตัดสินใจทำเช่นนี้แม่อยู่ได้ถึง ๓ เดือน และก่อนที่แม่จะจากไปก็ทำให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ถึงที่สุด ให้ทุกคนมาขอขมาลาโทษ สั่งเสียจนถ้วนหน้า ใครมีโอกาสทำอะไรให้ได้ก็ทำกันเลย เช่น บางคนก็ร้องเพลงให้ฟัง บางคนก็สวดมนต์ให้ฟัง บางคนก็เล่านิทานให้ฟัง บางคนมาพัดวีเช็ดตัว บีบนวด สุดท้ายทุกคนได้ทำหน้าที่ของตน จะมากจะน้อยก็ได้ทำหน้าที่.
สำหรับผมเองอยู่ไกล ต้องเทียวไปเทียวมา และไม่ยอมขอขมาลาโทษ สั่งเสีย เสียที ขอเป็นคนสุดท้าย เมื่อคิดว่าเหมาะสมผมก็บอกลา ผมคิดว่าแม่ก็คงรออยู่ เพราะเคยถามตลอดว่ากลัวตายไหม ตอนแรกบอกว่ากลัวมาก เมื่อกลับมาอยู่ในการดูแลของลูกหลานญาติพี่น้อง ก็บอกว่าหมดห่วงแล้ว พร้อมแล้ว สุดท้ายก็บอกว่าไม่กลัวแล้ว.
เช้าวันนั้นก่อนที่แม่จะจากไป ในส่วนลึกของจิตใจผมบอกให้ขอขมาลาโทษ ผมจึงไปหยิบขันดอกไม้ธูปเทียนขึ้นมาทำพิธี ปากก็พูดไป แต่ใจก็หวิวๆ เมื่อพูดจบก็บอกแม่ให้รอ บอกว่าจะลงไปประชุมที่กรุงเทพเสร็จแล้วจะกลับ แม่ก็ยังรับปากแบบหน้าตาก็สดชื่น แต่พอตอนเย็นผมก็ได้รับโทรศัพท์ว่าแม่ได้จากไปอย่างสงบ จากการดื่มนมหลับไปเอง เหมือนนอนหลับ พวกเราก็ใจหาย แต่ก็ไม่มีใครร้องไห้ ผมเองก็ซึมแต่ก็พูดกันแล้วว่าจะส่งแม่แบบไม่ให้ดวงวิญญาณของแม่ต้องห่วงกังวลอะไร พอนั่งรถกลับก็คิดแต่เรื่องการจัดการงานศพแบบไหนให้เป็นกุศลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายก็ถือศีลและบวชให้ ก็ทำใจได้และจิตก็เป็นปกติมากขึ้นๆ เรื่องนี้ทุกคนก็ต้องผ่าน แต่จะผ่านอย่างไรก็ต้องหาทางของตนเอง ที่ผมเขียนเล่านี้ก็หวังว่าจะเป็นบทเรียนสำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับตนเองในเวลานี้กันอยู่
พระอาจารย์หลายคนท่านก็พูดตรงกัน ที่พากเพียรเรียนปฏิบัติกันมาก็เพื่อมาต่อสู้กันในเวลานี้แหละ ไม่ว่าความตายของคนที่เรารัก หรือของเราก็ต้องให้มีสติ สงบ รำงับถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไพโรจน์ สิงบัน
วันแม่ ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

WHO AM I ? เราเป็นใคร ? แล้วเรามาที่นี่ทำไม ? กำลังจะไปที่ไหน ?



WHO AM I ? เราเป็นใคร ?
แล้วเรามาที่นี่ทำไม ? กำลังจะไปที่ไหน ?


เชื่อว่านี้เป็นเสียงร่ำร้องจากหัวใจของใครหลายคน อย่างน้อยผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น ที่เหมือนจะรู้ตัวแต่ก็ไม่รู้จักตัวเอง รู้แค่สมมติ จนทำให้บางทีสับสนไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ในตัวเรา หลายคนคงมีช่วงเวลาที่สงสัยอยู่เหมือนกันว่าชีวิตนี้ใครกำหนด เรา พ่อแม่ ครอบครัว สังคม การงาน หรือเงื่อนไขชีวิต ?????

แล้วตัวเราที่แท้จริงมีไหม พุทธศาสนาสอนให้ดับทุกข์ ด้วยการลดตัวตน ไม่ยึดติดตัวตน แต่ก็คงยากที่จะมีใครปฏิเสธความคิดเรื่องการสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จัก หรือสร้างอัตลักษณ์ แต่สุดท้ายก็เอามาใช้เพื่อชื่อเสียงเงินทอง แล้วอย่างไหนมันถูก

ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกหลายคนบอกว่าเป็นคนที่ไม่มีตัวตน ซึ่งความหมายไม่รู้ว่าเป็นแบบไร้ตัวตนในสังคมนี้ หรือเป็นแบบไม่ยึดติดตัวตน แต่ก็คงปนๆ กันอยู่ บางทีก็ไร้ตัวตน บางทีก็ไม่ยึดติดหรืออาจจะไม่มีอะไรให้ยึดติดก็เป็นได้ ลองมีเงินหมื่นล้านคงไม่ทำตัวแบบนี้ก็ได้

ความจริง ชีวิตของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เงื่อนไขไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ สัญชาตญาณเอาตัวรอดออกจากการบีบคั้นของชีวิต ทั้งทางกายและจิตใจ บางคนถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจการเงิน บางคนบีบคั้นด้วยปัจจัยครอบครัว เพื่อนฝูง สังคม หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่เงือนไขของแต่ละคน

สำหรับคำถามสำคัญเรื่องสัญชาตญาณการเอาตัวรอดนี้ มีข้อจำกัดไหม หรือจะอย่างไรก็ได้ ไม่สนวิธี ไม่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ธรรมะ กฎกติกาหรือกฎหมาย เพียงเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดก็พอ

เรื่องนี้มีใครเคยจำลองชีวิตของตัวเองหรือไม่ ถ้าตกอยู่ในสภาวะต่างๆ นี้ จะจัดการตัวเองอย่างไร
ส่วนผมเคยคิดเรื่องนี้ เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในนี้ผมว่าสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอก หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงทางความคิดภายในตัวเรา จะทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพภายนอกได้

เมื่อเรามาลองทบทวนบทเรียนชีวิตของตนเองที่ผ่านมา จะพบว่ามีช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่สำคัญ ๆ อยู่ จนอาจเป็นปัจจัยกำหนดชีวิตของเราในอนาคตได้ ถ้าตัดสินใจผิดไม่เข้าใจด้านในของตัวเองที่เพียงพอ ก็จะทำให้เสียเวลาเรียนรู้นาน หรือหลงเดินทางผิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดเป็นทุกข์กับชีวิตไปตลอด เรื่องนี้เหมือนทุกคนจะยอมรับ แต่ก็น้อยคนที่จะเอาจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายใน ส่วนมากจะมุ่งการเปลี่ยนภายนอกเป็นส่วนใหญ่ หรือเปลี่ยนแปลงคนอื่นมากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง แล้วมันเป็นไปได้จริงหรือไม่ ถึงแม้จะหาคำอธิบายบอกว่าเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา แต่สุดท้ายการตัดสินใจอยู่ที่เรา

เรื่องนี้ไม่ต้องมีใครตอบ ต่างรู้ด้วยตัวของตัวเองดีอยู่แล้ว แค่จะยอมรับจากจิตสำนึกของตัวเองหรือไม่แค่นั้น ผมได้ยินคำสะกิดใจอย่างมากจากอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้ที่ออกเดินทางค้นหาความจริงของชีวิต อาจารย์บอกว่า “ผมจบ Ph.D. ทางด้านศาสนาและปรัชญามาจากอินเดีย มาสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่เหมือนไม่รู้อะไรในชีวิตตนเองเลย ที่ผ่านมาอธิบายทฤษฎีชีวิตจากความคิดให้ลูกศิษย์ฟังเป็นฉากๆ แต่ไม่ได้สัมผัสจากความรู้สึก จึงต้องออกเดินให้รู้สึกเห็นความทุกข์ความสุขจากข้างในตัวเองจริงๆ”

ส่วนตัวผมเองก็เหมือนกับได้สัมผัสชีวิตที่เป็นจริงอยู่หลายกรณี จนส่งผลต่อแนวทางการดำเนินชีวิตอยู่มาก เช่นกรณีพบเห็นการเจ็บตายจากการไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เห็นถึงความบอบบางของชีวิตมนุษย์ และชีวิตนี้จะมีคุณค่าเมื่อมีความหมายเท่านั้น ถ้าปล่อยเลยไปแบบไม่คิดอะไร ไม่รีบค้นหาความหมายของชีวิต ไม่ให้คุณค่ากับชีวิตตัวเอง เมื่อถึงคราวมัจจุราชมาพรากชีวิตเราคืนก็ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แม้จะยิ่งใหญ่มีเงินทองล้นฟ้า เป็นเทวดาตาน้ำข้าวมาจากไหน ก็ตายกันเกลื่อนกลาดเหมือนมดแมง ทำให้เรื่องนี้ผมนึกถึงชีวิตตัวเองและบุคคลอันเป็นที่รักอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็ลืม ไม่รู้หลงไปทำอะไรอยู่ ลืมความรู้สึกนึกคิดในช่วงเวลานั้นไปหมดสิ้น จนมาถึงคราวที่แม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ความรู้สึกนี้จึงมาเตือนอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องความตายแน่นอนทุกคนก็รู้อยู่เต็มอก ว่าวันหนึ่งต้องมีการสูญเสียคนอันเป็นที่รักอย่างแน่นอน แต่ทุกคนก็หวังว่ายังไม่ถึงเวลาของเรา คงอีกนาน ๆ แล้วเคยมีการเตรียมใจเรื่องนี้หรือไม่ ผมก็เช่นกัน ตอนที่แม่แข็งแรงอยู่ไม่เคยคิดและไม่พยายามคิด แต่เมื่อปัจจัยหลายอย่างส่งสัญญาณเตือนให้ต้องเตรียมตัวเตรียมใจทั้งที่ไม่พร้อมแต่ก็ต้องยอมรับ

ผมเติบโตมาด้วยการโอบอุ้มเรียนรู้จากแม่เป็นส่วนใหญ่ แม่เป็นครูผู้ยิ่งใหญ่จนยากลืมเลือน ทุกการกระทำของแม่อยู่ในความทรงจำของผมแทบทุกอย่าง เป็นแม่แบบให้เอามาปรับใช้ในชีวิตเมื่อโตขึ้น ถึงแม้พ่อจะพร่ำสอนขนาดไหนในแต่ละเรื่องก็ไม่เหลือในความทรงจำ หรือถ้าจะเหลือก็นึกนานมาก ซึ่งต่างกันอย่างมากกับแม่ ไม่ว่าเรื่องดีไม่ดีจำได้หมด ทั้งที่ก็สนิททั้งพ่อและแม่ อยู่ด้วยกันเท่าๆ กัน จนมาได้ยินคำของท่านอาจารย์พุทธทาสที่บอกว่า “แม่คือผู้สร้างโลก” นี่แหละจึงเริ่มเข้าใจความผูกพันของแม่ลูก เราจะเติบโตมาอย่างไรแม่มีส่วนสร้างเราอย่างมาก แต่หลายคนก็ลืมบทบาทนี้

ด้วยแม่เป็นคนที่ทำงานหนักเหมือนชาย ทำไร่นาสวน ไม่มืดค่ำไม่เข้าบ้าน เอาจริงเอาจังกับการทำงานมาก จนเป็นนิสัยที่ติดตัวผมมาตลอด เป็นคนที่มุมานะในการทำงาน ออกจากบ้านมาเรียนต่อและทำงานที่ภาคใต้จนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงาน จนลืมคนข้างหลัง พ่อแม่พี่น้องก็คิดถึงและแสนห่วง แต่ก็คิดว่าคงมีโอกาสสักวันหนึ่งจะได้อยู่พร้อมหน้าทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันเหมือนสมัยเด็ก หวังไว้ปีแล้วปีเล่าไม่เคยทำสักที ผ่านไปห้าปีก็แล้ว สิบปีก็แล้ว จนวันหนึ่งอยากทำขึ้นมาก็ไม่มีโอกาสแล้ว

สมัยที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยที่เราคุ้นเคยกันแบบคนชาวบ้านอีสาน วิถีการแสดงออกเรื่องความรักต่อกันถือเป็นเรื่องขัดเขิน ทั้งที่ก็เข้าใจความต้องการความรักความอบอุ่นต่อกัน แต่ก็ไม่มีใครแสดงออกมา ผมก็เช่นกัน คิดแต่ว่ากลัวแม่เป็นห่วงไม่พยายามโทรหา ไม่คุยด้วยโดยตรงเพราะกลัวว่าเมื่อแม่ได้ยินเสียงแล้วจะพานให้ร้องไห้ไปด้วย เพียงแต่ฝากถามข่าวจากพี่น้องเฉยๆ จนแทบนับการพูดคุยด้วยกันตลอดสิบปีได้ไม่ถึง ๕๐ ครั้ง แต่ที่ผมภูมิใจคือผมกอดแม่กอดน้าอาทุกครั้งที่เจอหน้าไม่ว่าจะอยู่กลางฝูงชนขนาดไหนไม่สนใจ อันนี้ผมทำเมื่อตอนโตแล้ว จากที่ได้ยินน้ากับแม่คุยกันเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่าชอบที่ลูกหลานมากอดแสดงความรัก ผมก็เลยทำเลย จนใครเห็นก็คิดว่าเป็นลูกแหง่ แต่สิ่งนี้แหละที่ทดแทนความค้างคาใจหลายเรื่องที่ไม่ได้ทำ

ผมถามตัวเองว่า ที่เราดิ้นรนทำงานหาเงินหาทองนี้ไปเพื่ออะไร หามาเป็นสิบยี่สิบปีไม่ได้อะไร แถมเสียชีวิตส่วนหนึ่งไปโดยไม่รู้ตัว บางคนทำไปทำมาเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ คือ จากตอนแรกทำงานเพื่อหาเงิน มาเป็นทำงานเพื่อหากินหาใช้ มาเป็นทำงานเพื่อใช้หนี้ สุดท้ายก็เลยหลุดไปไม่ได้ อยากกลับบ้านนอกแทบตายแต่กลับไม่ได้ มีหนี้สินติดตัว ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีทุนพอจะกลับไปเริ่มต้นใหม่ สุดท้ายชีวิตครอบครัวญาติพี่น้องก็ถูกทิ้งไปโดยปริยาย เหลือแต่ชีวิตแบบตัวใครตัวมันที่ถูกทิ้งกลางกรุงอันแห้งแล้งความรักความอาทร จนบางคนต้องซื้อหาความรักข้ามคืนซึ่งไม่มีจริง

ความโหดร้ายของสังคมแห่งการเอาตัวรอดมันเป็นอย่างนี้ หาความรักความอาทรอย่างแท้จริงยาก จะแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์โลกก็ต้องแอบทำ กลัวถูกหาว่าเป็นคนโง่ ถูกคนเขาหลอก การหลอกลวงมีมากจนเป็นเรื่องปกติ และทุกคนที่เข้ามาในเมืองใหญ่ก็มาเพื่อแสวงโชคตักตวงโอกาสและผลประโยชน์ เพื่อจะกลับไปเสพสุขในสังคมที่สงบสุขแบบเดิม แต่เมื่อมาแล้วก็ถูกเมืองใหญ่กลืนกินจนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่ไป ไม่สามารถถอนตัวออกได้ จึงต้องคอยหาผลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างไม่มีสิ้นสุด แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกทรัพยากรที่เลี้ยงเมืองกรุงมาจากไหน คงหนีไม่พ้นบ้านนอก การที่คิดจะมาขุดทองจากเหมืองกรุงไปเลี้ยงบ้านนอกคงไม่เป็นจริง เป็นเพียงแค่มาเสพชีวิตแห่งความสะดวกสบายในช่วงชีวิตหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่จะกลับไปสู่ธรรมชาติที่ชีวิตโหยหาโดยแท้จริง

กรณีแม่ผมก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ความอบอุ่นของสังคมบ้านนอกอย่างลึกซึ้ง เมื่อแม่อายุย่างเข้า ๖๕ สังขารก็เริ่มเสื่อมอย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะการใช้งานมาหนัก โรคประจำตัวรุ่มเร้า เข้าโรงหมอบ่อย เงินทองหามาได้ก็หมดไปกับการรักษาตัวเอง ตอนแรกด้วยความห่วงสารพัด แม่ต้องกัดฟันสู้ทนฝืนสังขารไม่ยอมปล่อยวางกลัวการจากไปอย่างที่สุด ลูกหลานพี่น้องก็ต้องเฝ้าเอาใจ ทั้งปลอบและบ่น ทุกข์ไปตามๆ กัน เรื่องอย่างนี้ถ้าจัดการกันไม่ดีคนอยู่ข้างหลังแทบจะประคองชีวิตกันเอาไม่อยู่ ไหนเรื่องค่าใช้จ่าย เชื่อว่าใครมีเท่าไหร่คงทุ่มกันหมดตัวแน่ หรือยืมกันเป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว

จากประสบการณ์เรื่องนี้ผมถือว่าโชคดีที่มีกัลยาณมิตรทั้งญาติพี่น้องเพื่อน ๆ ครูบาอาจารย์ คอยให้คำชี้แนะช่วยเหลือ ที่สำคัญกำลังใจจากคนบ้านเดียวกันสังคมเดียวกันไปเยี่ยมไปให้กำลังใจ หยิบยื่นค่ารักษาให้คนละเล็กละน้อยเป็นน้ำเลี้ยงอย่างดี เท่าที่ผมสังเกตคนในหมู่บ้านผม ทั้งหมู่บ้านห้าร้อยกว่าครัวเรือน เห็นหน้ากันเกือบทุกคนไม่มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลก็ไปเยี่ยมกันที่บ้าน สิ่งนี้แหละที่ทำให้แม่มีกำลังใจปล่อยวางกับชีวิต ไม่ทุกข์ไม่ร้อนเหมือนตอนช่วงแรกที่เข้าโรงพยาบาล

ไพโรจน์ สิงบัน
วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔

โอกาสของคนรากหญ้า
กับแนวทางการรักษาในวงการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่

(เรื่องต่อ)

for ever

for ever