ตถตา

ตถตา

บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ร้อยคติธรรม (คัดจากข้อธรรมของพุทธทาสภิกขุ)

1.     ตราบใด ที่ยังมีผู้ประพฤติตนอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์
2.     ความทุกข์ นั้นมีอยู่ แต่บุคคลผู้เป็นทุกข์หามีไม่
3.     การปฏิบัติธรรม เป็นการกระทำทางจิต หมั่นภาวนาให้เกิดมียิ่งๆ ขึ้น, เมื่อทดลองฝึกจิต ทำความรู้สึกในใจให้รัก เช่น รักบิดา มารดา รักครูบาอาจารย์ รักผู้ที่มีพระคุณ รักสามี ภรรยา บุตร ธิดา รักพี่น้อง รักเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายทั้งหลาย เมื่อเฝ้าฝึกทุกวันตลอดเวลา ก็จะรักเข้ากระดูกดำ
ตรงข้าม ถ้าฝึกเกลียดก็จะเกลียดเข้ากระดูกดำเหมือนกัน นี่แหละการปฏิบัติธรรมนั้นก็ต้องกระทำทางจิต ทางความคิด
เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเป็นต้องหมั่นศึกษา ฝึกฝน อบรม บ่มนิสัย ให้เรียนรู้ รับรู้สิ่งที่ถูกต้อง จนเกิดความเห็นชอบ คือ สัมมาทิฏฐิตลอดเวลา ก็จะเกิดความคิด ความดำริถูกต้อง พูดจาถูกต้อง เลี้ยงชีพถูกต้อง พากเพียรพยายามถูกต้อง มีสติระลึกถูกต้อง และมีความตั้งมั่นจิตถูกต้อง.
ความถูกต้องทั้ง ๘ ประการนี้แหละที่เป็นหนทางสายกลางอันประเสริฐ สำหรับดำเนินไปได้จนถึงจุดหมายคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิงเป็นการถึงที่สุดแห่งความทุกข์ อนฺโต ทุกขสฺสะ.
การเอาชนะกิเลสและชนะความทุกข์ได้ นั่นเป็นธรรมะที่เป็นผลของการปฏิบัตินั่นเอง.

สุนทรพจน์ขององค์ทะไลลามะ ในการเปิดประชุม Global Buddhist Congregation 2011

"ศตวรรษที่ ๒๑ ยังมีสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่นำมาซึ่งความทุกข์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากความผิดพลาดในอดีต การเพิกเฉยดูดายในอดีต และในปัจจุบัน การลงทุนมหาศาลกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เทคโนโลยีเหล่านี้บางครั้งแฝงไปด้วยความเกลียดชัง และพลังอำนาจแห่งการทำลายล้าง เทคโนโลยีเป็นสิ่งประเสริฐหากใช้ไปในทางสร้างสรรค์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร
"ดังนั้น ถ้าต้องการโลกที่ดียิ่งขึ้น โลกที่ดีขึ้นจากการใช้เงิน จากวิทยาศาสตร์ จากเทคโนโลยี  เห็นทีเป็นเรื่องผิด เราต้องช่วยกันสร้างโลกที่ดีขึ้นจากปัญญาความเฉลียวฉลาดและการศึกษาด้วย ไม่ใช่จากคนรวย พวกนี้ก่อความยุ่งยากวุ่นวาย แต่ข้าพเจ้าก็คิดว่าพวกเขาฉลาดมาก มีแรงจูงใจที่ตรงนี้ ความโกรธ ความกลัว ความเกลียดชัง และความเห็นแก่ตัว เหล่านี้เป็นเหตุแห่งปัญหาทั้งหมด
"ดังนั้น  อันดับแรกที่เราต้องทำในการที่จะให้โลกในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นโลกที่สงบสันติ เราต้องคิดถึงความสงบภายใน มีคำที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ สันติภาพต้องมาจากความสงบภายในใจของคนแต่ละคน  นั่นเป็นหนทางเดียว"

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข้อชี้แจง และความตั้งใจ


ก่อนอื่น ต้องขออภัยสำหรับหลายท่านที่ตามบทความในบล๊อคแล้วขาดหายไปเป็นปีๆ หรือท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมใหม่ ก็ขอแจ้งเพื่อทราบว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ทางความคิด ที่ได้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ นำมาแลกเปลี่ยนถ่ายทอดกัน และไม่อยากให้ท่านต้องมาเสียเวลากับข้อมูลที่มากล้นเป็นจำนวนมากๆ จึงขอลงเฉพาะข้อมูลที่ตกผลึกแล้ว ผ่านการคิดใคร่ครวญมาอย่างดี ณ ช่วงเวลาที่เหมาะสม อันหมายความว่า บางอย่างอาจจะใช้เวลาเป็นแรมปีกว่าจะได้ข้อเขียนมาเผยแพร่หรือบางอย่างแค่ไม่กี่วัน กี่เดือน  ก็สามารถนำมาเสนอได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนขอยืนยันในการใช้กำลังสติปัญญาเท่าที่มีกลั่นกรองเนื้อหามานำเสนออย่างดีที่สุด สำหรับท่านใดที่เห็นเป็นประโยชน์ กรุณาเมตตาแลกเปลี่ยนชี้แนะให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพหูชน จักเป็นพระคุณยิ่งครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วิถีปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ๓๗ ประการ


ขอนอบน้อมแด่พระอวโลกิเตศวร
ท่านเห็นสรรพสิ่งไม่มาและไม่ไป
กระนั้นท่านยังขวนขวาย
เพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์อย่างแน่วแน่
ข้าแด่ครูผู้ยิ่งใหญ่และเทพผู้พิทักษ์เชนเรสิก
ข้าขอคารวะแด่ท่านด้วยกายวาจา ใจ

ข้าแต่พระสัมมาสัมพุทธะทั้งปวง
ผู้เป็นแหล่งกำเนิดของประโยชน์และความสุข
อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมอย่างจริงแท้
ซึ่งต้องอาศัยความรู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร
ณ บัดนี้ ข้าจะอธิบายวิถีปฏิบัติต่าง ๆ ของพระโพธิสัตว์

เช้าวันนี้ที่สวนโมกข์กรุงเทพ

เช้าวันนี้ที่สวนโมกข์กรุงเทพ : พึ่งตนพึ่งธรรม โดย นพ.บัญชา พงษ์พานิช
๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

น้ำขึ้นพ้นพื้นไม้ภัตตศาลา เรือสามารถเข้าเทียบถึงบันไดได้แล้ว ที่ลานหินโค้ง น้ำเริ่มเอ่อขึ้นมาตามรูระบายสัก ๑๐% ของพื้นลาน สะท้อนเห็นเงา ศปภ.ที่ Enco ในน้ำมิดเลย ส่วนเกาะมะพร้าวนาฬิเกร์แม้จะมิดน้ำนานแล้ว แต่ยอดมะพร้าวทั้ง ๒ ที่เราเคยหมายให้เป็นนิมิตแห่งนิพพานธรรมยังชูใบสะพรั่งและโบกสะบัด

น้ำท่วมเท่าไหร่ให้ท่วมไป อย่าให้ท่วมจิjavascript:void(0)ตและใจของเรานะครับ หรือจะถือเป็นโอกาสสร้างเกาะเพาะหน่อนิพพานกันในขณะนี้เสียได้ยิ่งดี มีวัตถุธรรมสำหรับการเรียนรู้และเจริญสติปัญญามากมายเหลือเกิน

ท่านอาจารย์พุทธทาส กล่าวไว้ว่า คนที่เกิดในยุคอย่างนี้แหละที่เรียกว่า โลกวิปริต เราจะได้เรียนรู้ทุกข์ เพื่อให้เห็นทุกข์ จะได้ลาออกจากทุกข์กัน ท่านได้บรรยายธรรมในวันล้ออายุ เมื่อปี ๒๕๑๙ เกี่ยวกับโลกวิปริตไว้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะบ้านเมืองที่เกิดภัยภิบัติในยุคนี้ว่า สิ่งที่มาปรากฏแก่เรามันเข้าใจยาก และมันสร้างปัญหาอย่างที่สุด แต่เราไม่ทันมัน เพราะมันมีเสน่ห์อย่างที่สุด มันเคลือบน้ำตาลไว้มากที่สุด มันเลยเข้าใจยาก

เป็นอย่างไร ...

ท่านบอกว่า ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุที่ส่งเสริมกิเลส ทำให้ขาดความสมดุล ทำให้ไม่สงบ ยิ่งมีมากเท่าไรก็ยิ่งสร้างวิกฤติการณ์มากเท่านั้น แต่ความเจริญในแบบพระพุทธเจ้า คือ เจริญอยู่ในหัวใจ ไม่มีกิเลส บ้านเมืองสงบสุข แต่ทำไมคนไม่ค่อยสนใจกัน

"คนที่เกิดมาเมื่อห้าหกสิบปีก่อนคงจะเห็นว่า สมัยก่อนไม่มีวิกฤติระส่ำระสายเหมือนเดี๋ยวนี้ ถอยหลังไปอีก ห้าหกร้อยปีก็ยิ่งไม่มีมากเท่านี้ เพราะเขาไม่มีความก้าวหน้านี่เอง ความก้าวหน้าของวัตถุที่เป็นเหยื่อของกิเลสตัณหา มีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างวิกฤติการณ์มากเท่านั้น"

เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติธรรมให้ต่อเนื่อง ท่ามกลางโลกวิปริต หลังจากวานนี้ เราจึงลงทุนแบกเครื่องเรือหางยาวขึ้นนกแอร์เอามาส่งที่หอฯ หลัง ศปภ.ของประเทศไทย และพบว่า ยังอีกหลายวันที่จะต้องเป็นแบบน้ำท่วมทุ่งประมาณกินเกาเหลาไร้เนื้อ หรือไม่ก็ขลุกขลิก เราจึงไม่ประมาท ที่จะเสริมทัพเรือไว้ด้วย แต่ยังมีทางเลือกที่ทุกท่านสามารถเดินทางมาหอฯ แบบแห้งได้สบายมาก โดยมาทางถนนพระราม ๖ หรือทางด่วนอะไรก็ได้ให้ถึงถนนกำแพงเพชรเลียบหน้าสถานีหมอชิต แล้วเลยไปยูเทิร์นทางเข้ากระทรวงพลังงาน ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าที่ถนนใต้ทางด่วน มีป้าย “หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ” อย่างชัดเจนแม้ไม่ใหญ่ (ขวามือตรงปากซอยมีร้านไก่ย่างโคราช) แล้วตรงดิ่งผ่านย่านนิคมรถไฟจนถึงรั้ว ปตท.และกระทรวงพลังงาน หรือ เอ็นโก้ ที่รัฐบาลมาตั้ง ศปภ.อยู่ มีรั้วกั้นถนนข้างหน้าเพราะน้ำท่วม

หรือจะเดินเลี้ยวขวาเข้าไปในย่านเรือนพักของชาวรถไฟก็ได้ไม่กี่สิบเมตร ตรงหน้าของท่านจะมีช่องประตูเล็กๆ อยู่ในซอก เพิ่งเจาะทะลุกำแพงออกไปลงถนนทางเข้าสวนรถไฟพอดีศาลพระภูมิและป้อมมุมสนามไดรฟ์กอล์ฟที่น้ำท่วมท้นหมดแล้ว หรือจะเลี้ยวซ้ายไปตามถนนจนสุดทางที่สามแยกหลังตึก ปตท.ตรงกับประตูทางเดินเข้าสวนโมกข์พอดี

ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นการเดินทาง ระหว่างการเดินทางมาที่สวนโมกข์กรุงเทพ หรือแม้แต่อยู่ในน้ำที่ท่วมขัง หากเราทำใจไม่ให้ถูกน้ำท่วม เราก็ได้ชื่อว่า กำลังเจริญสติ เพื่อลาออกจากโลกวิปริตไปด้วยกัน


ฉวยโอกาสทำความดีกันเถอะ


"เราอาสามาเก็บขยะกันกลางทะเลขี้ผึ้งครับ "

ไพโรจน์ สิงบัน อาสาสมัคร เพื่อการผลิตสื่อธรรม สวนโมกข์กรุงเทพ รายงานสดจากเรือบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ที่ออกมาเก็บขยะที่ลอยละล่องในน้ำสีดำกับกลุ่มอาสาสมัคร "ฉวยโอกาสทำความดี" เมื่อวันที่น้ำเอ่อขึ้นมาเกือบจะมิดป้ายสวนพุทธธรรมอยู่แล้ว

ไพโรจน์เล่าว่า ตั้งแต่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว นอกจากที่ที่ระบายน้ำลงมาแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของขยะที่ไหลมา ด้วยอัตราการขึ้นของน้ำประมาณ ๑๐ เซนติเมตรต่อชั่วโมง

"ขณะที่กำลังพายเรือไปเก็บขยะอยู่ ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลา เหตุการณ์ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเราได้ตั้งสติกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น ธรรมชาติหลายเรื่องมันมาเตือนเราแล้ว ถ้าเรามีสติ เราก็สามารถตั้งรับกับเหตุการณ์ได้ ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ มีการเตรียมความพร้อมกับเหตุการณ์มากว่า ๒ อาทิตย์ เราเข้าใจว่า นี่คือภัยธรรมชาติ ? เราคาดการณ์ได้จากน้ำหลากที่มาจากภาคเหนือ และส่วนหนึ่งที่รัฐบาลกำลังจัดการอยู่ เราก็เห็นข้อมูลบางอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องรู้ว่า กรณีที่น้ำลงมาจากทางเหนือในครั้งนี้มีนักวิชาการหลายท่าน ที่มีข้อมูลออกมาเยอะแยะ ส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งอันนี้สำคัญมาก ทำให้เราจัดการอะไรได้ เพราะเราต้องรู้ความจริง รู้ข้อมูลที่จริงและพิสูจน์ได้

"ในกรณีของน้ำที่หลากมา ทำไมมีปริมาณมาก ก็เพราะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อน ก็จะคำนวณได้ และเห็นเส้นทางของน้ำ ว่ามันจะไปที่ไหนบ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลจาก ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมชลประทาน ได้บอกข้อมูลที่ชัดเจนไว้ว่า น้ำทั้งหมดที่จะทะลักเข้ากรุงเทพชั้นใน ๙๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น ไหลมาถึงห้าแยกลาดพร้าวเพียง ๑๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ยังมีมวลน้ำในปริมาณมหาศาลที่จะท่วมถึงกรุงเทพชั้นใน

"เราได้ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเตรียมความพร้อม เส้นทางน้ำ เมื่อหลากมาถึงกรุงเทพชั้นใน มีระยะอัตราการไหลหลากอย่างไรก็ประมาณได้ สำหรับหอจดหมายเหตุ ฯ อยู่ใกล้บึงรับน้ำ ซึ่งเป็นแก้มลิง เราก็รู้ว่าระดับของน้ำจะไหลมารวมกันที่นี่ แต่ตรงนี้ก็ยังไม่ใช่ที่ต่ำสุดของพื้นที่ ซึ่งทิศทางน้ำจะไปลงแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทิศทางหนึ่งก็จะไปลงที่คลองลาดพร้าว เพื่อไปออกที่คลองบางซื่อ แล้วไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนหนึ่งจะไหลไปลงที่คลองแสนแสบ อันเป็นจุดที่ต่ำกว่า ดังนั้น เราก็ประมาณระดับน้ำได้ ถ้าพื้นที่สวนรถไฟ เป็นที่รับน้ำ ก็จะอยู่ในระดับความสูง ซึ่งเราอยู่สูงกว่าถนนวิภาวดี ประมาณ ๗๐-๘๐ เซนติเมตร เราคิดว่า ถ้าเพิ่มการป้องกันอีกเมตรครึ่งก็น่าจะรักษาระดับความปลอดภัยไว้ได้ ของที่อยู่ต่ำกว่า ๑ เมตร เราจะขนขึ้นสู่ที่สูงหมด "

ในเรื่องของที่เราต้องยังชีพ สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ ไพโรจน์เล่าต่อมาอีกว่า เราเตรียมอาหารมากว่าสองอาทิตย์เช่นกัน เรียกกว่าจัดการได้ เมื่อเรามีความพร้อม เราไม่ค่อยกังวล จึงสามารถไปช่วยคนอื่นได้ ที่นี่เปิดศูนย์รับบริจาคร่วมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เครือข่ายพุทธิกา ท่านว.วชิรเมธี สถาบันวิมุติยาลัย ฯลฯ ก็สามารถกระจายของรับบริจาค กระจายของออกไปได้มากพอสมควรก่อนน้ำท่วม คือไม่มีของเสียหาย ช่วยพื้นที่เบื้องต้นได้กว่า ๕๓ พื้นที่ อันนี้ก็ถือว่า เป็นผลงานของน้องๆ อาสาสมัคร ที่น่าชื่นชม ในสถานการณ์อย่างนี้

"การเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจ ในกรณีของทีมงานอาสาสมัคร ก็มีคุยกันเป็นประจำ มีการแนะนำ เตรียมความรู้ว่า แต่ละคนต้องพยายามช่วยเหลือตนเองให้เข้มแข็งก่อน หลักการของการจัดการกับภัยพิบัติคือ จัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แก้ปัญหาที่จะให้คนอื่นมาช่วยเราผ่านไปได้ก่อน เราก็สามารถไปช่วยคนอื่นได้ "

นอกจากนี้ เรื่องการให้สติเพื่อตั้งรับภัยพิบัติ อันนี้ ไพโรจน์บอกว่า มันสำคัญมาก เป็นธรรมะ จริง ๆ

"เราทำเรื่องสาระธรรม ปีนี้ ข้อธรรมต่างๆ ที่อาจารย์พุทธทาสพูดไว้ชัดมากว่า เรามีโอกาสดี ที่เกิดมาในโลกที่กำลังวิปริต น้ำท่วมทำให้เราได้คิดว่า ชีวิตไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง ไม่ว่าที่ไหนจะแข็งแรงเข้มแข็งอย่างไร น้ำก็ทะลุทะลวงไปได้ ฉะนั้น ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องสติ ให้ดี"

สอบถามรายละเอียด กิจกรรม ตักบาตรเดือนเกิด ฟังธรรม การเจริญสติ ฝ่าวิกฤติน้ำท่วม ได้ที่อาสาสมัคร ประชาสัมพันธ์ สวนโมกข์กรุงเทพฯ โทร.๐๘-๖๖๒๔-๓๓๕๕

จากสกู๊ปข่าวของหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก
วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

"โลกออนไลน์" อิสรภาพในเงือมมือของพระเจ้า

"อยู่ๆ วันนี้ก็คิดอยากเขียนบทความขึ้นมา หลังจากที่ได้ท่องเน็ตอยู่ในโลกออนไลน์เกือบเป็นอาทิตย์ ได้คุยกับคนที่ไม่รู้ว่าจะมีตัวตนจริงหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอก เพราะสังคมเมืองทุกวันนี้เราก็เหมือนต่างคนต่างอยู่ไม่ค่อยได้สนใจกันและกันอยู่แล้ว บางทีคนที่คุยกันทางโลกออนไลน์อาจเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดได้กว่าคนในครอบครัวด้วยซ้ำไป"

เกริ่นเรื่องเหมือนนักสังคมศาสตร์หรือนักเทศนา แต่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
โลกออนไลน์นั้นต้องมีคำอธิบายใหม่ และยังไม่มีใครสามารถจำกัดความสังคมโลกออนไลน์ที่ไร้ขอบเขตนี้ได้ชัดเจน มันนอกเหนือกฎกติกาเดิม ซึ่งถูกฉีกทิ้งไปแม้แต่พระเจ้าก็ห้ามไม่ได้ แค่กดไลค์เป็นก็สามารถส่งความหมายถึงใครที่เราไม่รู้จักได้

เมื่อใครเข้ามาสู่เวทีนี้ คุณก็เหมือนมีอิสระเท่าๆ ที่คุณจะสร้างอิสระของตนเองได้ แต่อิสระนั้นก็จะหายไปพร้อมกับการกระทำของตัวคุณเองในโลกออนไลน์
อันนี้มันมีทั้งโลกจริงกับโลกเสมือนจริงอยู่ด้วยกัน บางขณะคุณติดต่อกับผู้คนในโลกออนไลน์เหมือนกับการพูดคุยกันอยู่ในสังคมปกติ แต่บางขณะคุณแสดงเป็นตัวละครในเกมส์ที่อยู่ในโลกเสมือนจริงแต่ไม่ใช่ความจริงของคุณ เช่นแซทรูมทั้งหลาย หรือนานาเว็บบอร์ด คุณไม่รู้ตัวเองหรอกว่าจะกระโจนลงไปและเปลี่ยนบทบาทตนเองตอนไหน มันขึ้นกับสถานการณ์ส่วนลึกพาคุณไป จนบางทีก็ห้ามตัวเองไม่ได้ทำให้หลายคนติดโลกออนไลน์กันงอมแงม โดยยังไม่ทันสังเกตตัวเองด้วยซ้ำ

แต่ที่สำคัญมันไม่ใช่เรื่องอันตรายจากอินเตอร์เน็ตมันเป็นเรื่องอันตรายจากจิตใจคุณต่างหาก หลายคนโทษเครื่องมือ โทษสังคมโทษสิ่งที่มากับโลกออนไลน์ ทำให้เกิดอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้ผมเห็นด้วยนะแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น ถ้าเอากฎของธรรมชาติมาอธิบายที่ว่า “มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย” ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ ทุกเรื่องในโลกอินเตอร์เน็ตได้เชื่อมต่อทางจินตนาการและเหตุปัจจัยเข้าด้วยกันหมด ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองเสมือนหนึ่งโลกที่ซ่อนอยู่หลังหน้าจอ แสดงการโต้ตอบทางอารมณ์ได้เกือบทุกกิจกรรม มันจึงเป็นสิ่งที่มากระตุ้นและตอบสนองผู้เล่นอย่างไม่มีขอบเขต นี่แหละคือพลังของโลกออนไลน์


ดังนั้น โลกออนไลน์ก็เหมือนกับสรรพสิ่งได้เชื่อมต่อเข้าไปในจิตใจของผู้เล่น อันประกอบด้วยความจริงทั้งรูปธรรมและนามธรรมตลอดเวลา ซึ่งเหมือนกับความจริงของชีวิตที่ประกอบไปด้วยทั้งสองอย่างนี้ คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านร่างกายก็เหมือนกายภาพทั่วไปที่จับต้องสัมผัสได้ ต้องกินต้องอยู่ ดำรงสัญาชาตญาณสัตว์โลก ส่วนจิตใจก็เหมือนสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความรัก ความอบอุ่น ความเศร้า เหงา ความดีความงาม สารพัดอย่างที่ต้องการและสื่อสารกันในโลกออนไลน์นี้ แต่คงไม่มีใครเถียงว่ามันมีอีกส่วนหนึ่งคือ ปัญญา หรือ wisdom เกิดขึ้นในการเล่นเน็ตด้วย อันนี้มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของการเรียนรู้อยู่แล้ว เมื่อสิ่งนี้เติบโตขึ้น จะสามารถควบคุมความต้องการทางด้านร่างกาย จิตใจให้ถูกต้องเป็นไปตามธรรมชาติของมัน


โลกออนไลน์ได้ตอบโจทย์ของโลกแห่งจิตใจหรือจิตวิญาณที่ลึกซึ้งยากหยั่งถึง ถ้าใครเข้าถึงความจริงของโลกภายในจิตใจนี้ได้ก็จะไม่หวั่นไหวไปกับอะไรทั้งสิ้น มีความสงบ เย็น ไม่เหงา แต่จะอิ่มเอิบตลอดเวลา ในเวลาที่อยู่กับคนหมู่มากก็จะไม่วุ่นวายกังวล เวลาอยู่คนเดียวก็จะไม่หงอยเหงา อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวกับชีวิตจริงมันสะท้อนออกมาชัดเจนในโลกออนไลน์ว่าสิ่งที่เราต้องการมากๆ ไม่ใช่เรื่องกายภาพซึ่งหากินเสพกันได้ง่ายกราดเกลื่อน แต่ที่เราหากันไม่ได้เลยคือโลกความสุขทางด้านจิตใจจนต้องมาสมมติหลอกตัวเองในสังคมที่ไม่มีตัวตนนี้


ปัญหาของโลกออนไลน์ จึงเป็นแค่บางเสี่ยวของโลกแห่งชีวิตจริงเท่านั้น ไม่มีโลกออนไลน์ชีวิตจริงก็ยังต้องมีปัญหาแบบที่เป็นอยู่อย่างนี้เครื่องมือนี่เพียงแค่มาเร่งให้เร็วขึ้น แรงขึ้น และเห็นชัดขึ้นเท่านั้น ลองไปตรวจสอบสิ่งที่ตัวเองสมมติลงไปในอินเตอร์เน็ตก็จะเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเราเอง ยิ่งเราหลอกตัวเองและห่างความเป็นตัวเองมากเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นชัดเท่านั้น

จงอย่ากลัวความเป็นตัวตนของตัวเอง ไม่มีอะไรที่ผิด ไม่มีอะไรที่ถูก มันไม่มีกรอบในโลกออนไลน์ ขอให้ใช้โอกาสนี้เรียนรู้ตัวเอง ให้เข้าใจทุกด้านทั้งด้านมืดและสว่าง สิ่งที่ชอบและไม่ชอบเมื่อเข้าใจความเป็นตัวเรา ก็จะสามารถฝึกมันได้ ควบคุมมันได้ แล้วเราก็จะไม่ตกหลุมดำของจิตใจอีกต่อไป ความสุขใจสบายกายก็จะอยู่แค่ปลายจมูก จงเรียนรู้ให้สุดๆ และดูแลตัวเองนะครับ

ไพโรจน์ สิงบัน
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

เมื่อปลงใจเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

วันก่อนมีเพื่อนคนหนึ่งส่งข้อความมาปรึกษาว่า ทำอย่างไรดี ชีวิตนี้ทำไมหาความเป็นธรรมไม่ได้เลย สังคมมีแต่ความเห็นแก่ตัว คนทำงานขยันขันแข็งไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ มีแต่ระบบพวกพ้อง เป็นเด็กของคนนั้นของคนนี้ คนไม่ทำงานกลับได้ดี ยิ่งในระบบราชการยิ่งมีมาก ถ้าเช่นนี้จะดำรงตนอย่างไรดีในสังคมอย่างนี้

พอฟังปัญหาผมก็แทบจะตอบว่า มันก็เป็นเช่นนั้นเอง แล้วก็จะเป็นไปอย่างนั้น ตามเหตุตามปัจจัยของมัน ทุกข์กับมันแล้วได้ประโยชน์อะไร อย่างนี้หลายคนคงยากเข้าใจ เพราะเรื่องนี้มันเป็นจริงสัมผัสอยู่จริงในสังคมที่กำลังดำเนินไป สำหรับข้าราชการคนทำงานอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนกลับไม่มีที่ยืนในสังคมข้าราชการด้วยกัน ยิ่งหัวหน้าไม่เห็นด้วย ก็จะถูกกลั่นแกล้ง เพราะจะทำให้เป็นข้อเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้คนอื่นต้องทำงานหนักขึ้น ยิ่งทำไปมากขึ้นก็ยิ่งเหนื่อยแถมถูกกดดันจากเพื่อนร่วมงานด้วย เงินก็ไม่ได้ ความชอบก็ไม่มี ขั้นก็ไม่เคยเลื่อน เพราะไม่มีเวลาทำตำแหน่ง คนที่ไม่ทำอะไรมัวแต่ปั่นแต่งผลงานตัวเองกลับได้ดี เห็นๆ กันอย่างนี้จะให้ยอมรับกันได้อย่างไร

อันนี้ไม่ใช่แต่ระบบราชการ ระบบไหนๆ ที่นิ่งแล้วตายแล้วก็เป็นเช่นนี้ บริษัทเอกชน องค์กรสาธารณะประโยชน์ใด ที่ระบบตายนิ่งก็เป็นอย่างนี้ คือ ระบบไม่ดูแลคนทำงาน เป็นระบบที่ต้องการรายงานแต่ไม่ดูผลงาน คนก็มัวแต่ทำรายงานจนไม่ทำงาน ระบบอย่างนี้ก็ส่งเสริมการเห็นแก่ตัวทั้งระบบ สุดท้ายมันก็ตายไปเอง เป็นอนิจจังเช่นนี้

ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร โดยทั่วไปคนที่ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรเดิมได้ จะไม่มีความอึดอัด ไม่รู้สึกเป็นทุกข์กับการทำงาน และจะไหลไปตามระบบขององค์กรนั้นๆ จะขึ้นสู่จุดที่สูงได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเกื้อหนุนและความสามารถของแต่ละบุคคล ซึ่งมีให้ได้ไม่มากคนนัก ก็เหมือนกับรูปพีระมิดที่มีพื้นที่ให้คนยืนได้ไม่กี่คน แน่นอนต้องมีการแข่งขันสูงอย่างเอาเป็นเอาตาย ถามว่าอยากเป็นไปอย่างนั้นไหม แล้วจะไปแค่ไหน เพื่ออะไร เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงเงินทองหรือไม่ แล้วมีแค่วิธีนี้หรือที่จะได้มาซึ่งเรื่องเหล่านี้ ?

บางคนอ้างว่าก็ถนัดเรื่องง่ายๆ แบบนี้ เป็นลูกน้องเขา เป็นข้าราชการลูกน้องประชาชน(ไม่เคยจริง) ทำตามสิ่งที่คนอื่นกำหนดให้มันง่ายดี ไม่ต้องคิดมาก สิ้นเดือนก็มีเงินเดือน ถ้าเราคิดอย่างนี้ คนอื่นก็ต้องคิดอย่างนี้ด้วย เมื่อมีคนคิดอย่างนี้มาก ทรัพยากรที่จะมาดูแลคนเหล่านี้ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นก็ต้องแข่งขันแย่งชิงกัน จึงเป็นธรรมดาที่มีความอึดอัดคับข้อง ช่วงชิงกันสูง ยิ่งในระบบเอกชนที่ต้องเอาตัวเองให้รอดยิ่งมีการแข่งขันกันสูง แต่ระบบราชการเป็นระบบที่ปลอดภัยและมั่นคงสุดๆ ซึ่งถ้าปล่อยให้ไหลไปตามเหตุปัจจัยพาไปเช่นนี้ ก็จะเป็นไปอย่างคนที่เราตั้งข้อสังเกตในตอนแรกอย่างไม่รู้ตัว

สำหรับคนที่มีความเข้มเข็งมั่นคงทั้งจิตใจและร่างกาย สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบนี้ได้ คงไม่ใช่คำพูดที่เกินไป เพราะเรื่องนี้มีให้เรียนรู้กันมากจากมหาบุรุษหลายคนในประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่เราจะเลือกแบบไหน จะปักใจมั่นวางตนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนในเรื่องใหญ่โต แค่เรื่องเล็กๆ เรื่องการทำงาน เรื่องชีวิตสารพัดเรื่อง นั้นหมายความว่าการที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นนั้น เราต้องมีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าพูดให้ง่ายคือ มี vision ที่ถูกต้อง และมี mission เป็นเหมือนตัวกำกับเป้าหมายให้เกิดการกระทำจริง ไม่ใช่คิดแล้วไม่ทำ ต่อมาต้องมี operation เป็นกระบวนการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีสติคอยระลึกรู้ทุกขณะการกระทำ มีสมาธิอดทนจดจ่อกับการงาน นี่คือเรื่องของอริยมรรคมีองค์แปดที่พุทธศาสนาสอนไว้ โดยไม่ต้องไปเรียน MBA ที่ไหนให้เสียเงินเป็นแสนๆ แต่ทั้งหมดจะได้ผลแค่ไหนก็ยังมีอีกหลายเหตุปัจจัย ขนาดในห้องทดลองที่ควบคุมเหตุปัจจัยทุกอย่างแล้วยังเกิดข้อผิดพลาดได้ เพราะยังมีเหตุปัจจัยที่เราคาดคิดไม่ถึงอีกมาก แต่สำหรับคนที่เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต หรือมีความรอบรู้ จะเข้าใจเหตุปัจจัยต่างๆ ได้มาก และสามารถควบคุมปัจจัยแห่งความสำเร็จได้ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เรื่องเดียวกัน ทำไมคนหนึ่งทำสำเร็จได้ผล ทำไมอีกคนถึงไม่ได้ผล และที่สำคัญผลของแต่ละคนที่ได้รับก็ไม่เหมือนกัน บางคนก็เป็นสุขกับความไม่สำเร็จ เพราะได้เข้าใจข้อผิดพลาดและเงื่อนไขชีวิตของตนเอง บางคนทำสำเร็จแต่ล้มเหลวในชีวิตของตนเองเพราะไหลไปกับความไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้จักตนเอง ทำงานจนถึงอายุสี่สิบห้าสิบแล้วถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบ จะถอยหลังก็ไม่ได้ จะเดินหน้าก็เป็นทุกข์ เช่นนั้นความสำเร็จจึงไม่ใช่เครื่องพิสูจน์หนทางพ้นทุกข์ข้อบีบคั้นของชีวิตเสมอไป

กลับมาที่เหตุปัจจัยของการทำงานในระบบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น อันนี้เราจะโทษระบบอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าทุกคนโทษระบบโทษคนอื่นก็ไม่มีใครทำอะไร นั่นหมายความว่าระบบนี้ก็รอวันสลายไปเท่านั้น แต่ถ้ามีใครลุกขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แค่คนตัวเล็กๆ อย่างนิทานยายกะตาปลูกถั่วปลูกงาที่ท่องกันสมัยเด็กว่า ยายกะตาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า หลานไม่เฝ้าปล่อยให้นกกามากิน หลานกลัวยายมายายตี ตามาตาตี หลานจึงไปบอกนายพรานให้ไปยิงนก นายพรานบอกว่าไม่ใช่ธุระของข้า หลานจึงไปบอกให้หนูไปกัดสายธนูนายพราน หนูบอกไม่ใช่ธุระของข้า หลานจึงไปบอกแมวไปกัดหนู...บอกหมาไปกัดแมว...บอกไม้ค้อนไปยอนหัวหมา...บอกไฟไปเผาไม้ค้อน...บอกน้ำไปดับไฟ...บอกตลิ่งไปถมน้ำ...บอกช้างไปพังตลิ่ง...บอกแมลงหวี่ไปตอมตาช้าง เรื่องนี้แมลงหวี่บอกธุระไม่ใช่ก็จะทำให้เรื่องขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยตามเหตุปัจจัยไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าในทางกลับกัน แมลงหวี่อาสาไปตอมตาช้าง ช้างกลัวจึงไปพังตลิ่ง...ไปจนถึงนายพรานยอมไปไล่นกกาให้ สุดท้ายเรื่องก็จบ เพราะทุกคนลุกขึ้นมาทำหน้าที่ ยิ่งเรื่องนี้บอกถึงคนเล็กคนน้อยที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในสังคมนี้ที่ใหญ่โตซับซ้อนได้ ไม่ใช่ทำตัวเหมือนหลานในนิทาน

ทั้งนี้สำหรับคนที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องในสังคมที่บิดเบี้ยวนี้ แน่นอนต้องพบกับแรงกดดันแรงปะทะทั้งต่อตนเองและคนอื่น ไม่ว่าความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ผลที่ตามมา ว่าทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี ในเมื่อเพื่อนร่วมงานและคนอื่นไม่ได้เห็นอย่างที่เราเห็นจึงไม่แปลกที่ค่าของผลงานเราจึงไม่มีค่าในสายตาของคนอื่น ดังนั้นถ้าเราเห็นประโยชน์ในการทำงานเพื่อการเปลี่ยนแแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น เพื่อสร้างสังคมในการทำงานแบบใหม่ ต้องมีความอดทนทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพิ่มปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ใครจะมองเห็นค่าหรือไม่เห็นไม่สำคัญเท่ากับเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะผลของความถูกต้องจะพิสูจน์ตัวมันเองในอนาคต ถึงวันนี้เหตุปัจจัยจะไม่เพียงพอในการเปลี่ยนแปลง เพราะเราพึ่งมาใส่ปัจจัยที่ถูกต้องไปไม่นาน ในขณะที่เขาซึมซับความบิดเบี้ยวนี้มาตลอดชีวิต จึงต้องเห็นใจเขา เข้าใจเขา ให้โอกาสเขาที่เขายังรับรู้ไม่ได้ แต่ท้ายสุดต้องรู้จักปล่อยวาง เมื่อเราประเมินแล้วว่าเกินกำลัง ในการทุ่มเทก็ต้องปล่อยวางไปตามเวรตามกรรม เมื่อใครทำกรรม(การกระทำ) ใดไว้ก็จะได้ผลกรรม(การกระทำ)ตามสิ่งนั้น

“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

ไพโรจน์ สิงบัน
วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เมื่อถึงคราวต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก

เมื่อเดือนก่อน ผมได้เขียนบทความเชิงแชร์ประสบการณ์เล่าบทเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องแม่ โดยความตั้งใจในส่วนลึกก็เพื่อส่งดวงวิญญาณของแม่ให้ไปสู่สุคติ และให้กำลังใจกับเพื่อนพี่น้องที่แม่ได้จากไปหรือกำลังจากไป และตั้งใจจะเล่าต่อเรื่องความยุ่งยากทรมานในขั้นตอนการรักษายื้อชีวิตในหัวข้อ "โอกาสของคนรากหญ้าในระบบการแพทย์ที่แสนยิ่งใหญ่" ที่จริงไม่ได้จะกระทบวงการแพทย์ไทย ที่เป็นนักบุญช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยอย่างไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย เพราะผมก็รู้อยู่เต็มอกว่า ที่อยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะบุญคุณของหมอ เมื่อคราวที่ประสบอุบัติเหตุ แต่ที่อยากจะแชร์คือเรื่องความไม่เข้าใจ การรู้ไม่หมด หรือการไม่รู้เรื่องอะไรเลยในขั้นตอนการรักษาทำให้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง จนแทบเป็นบ้าได้ หรือเกิดปัญหาใหม่ตามมา อันนี้ผมเห็นเป็นปัญหาจริงจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เรื่องนี้ขอทิ้งประเด็นไว้แค่นี้ก่อนค่อยมาต่อกันในคราวหลัง

ส่วนที่อยากจะนำเสนอคราวนี้ คือเรื่องการเตรียมตัวเตรียมใจเมื่อถึงคราวต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ผมว่าเรื่องนี้สำคัญ ถ้าใครยังไม่เคยสัมผัสก็คงยากรู้ได้ แต่เรื่องนี้คงไม่มีใครหนีพ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องประสบเรื่องนี้ขึ้นมา เพียงขอให้มีสติพอ มีกัลยาณมิตรให้กำลังใจและชี้แนะก็จะผ่านไปได้ด้วยปกติ และเมื่อกลางเดือนก่อน หลังจากที่ผมได้มีโอกาสนึกทบทวนกับตัวเองในเรื่องนี้อยู่พอดี เพื่อนธรรมภาคีที่ช่วยงานออกแบบปกหนังสือของสวนโมกข์กรุงเทพก็ได้ส่งอีเมลมาปรึกษาในเรื่องนี้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์กับหลายท่านที่ประสบกับเรื่องนี้อยู่ จึงขออนุญาติลงบทสนทนาดังกล่าว แต่จะสงวนบางส่วนไว้ไม่ให้กระทบกับบุคคลอื่น และขออนุโมทนากับบทเรียนของทุกท่าน ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเรียนรู้เข้าถึงความจริงของชีวิตด้วยกันทุกคน

เรียนคุณไพโรจน์

เนื่องจากมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งกำลังเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะคุณแม่ของเขากำลังป่วยหนักอาการทรุดมาก รอเวลาที่จะสิ้นลม ดิฉันอยากให้เขาได้ฟังหรืออ่านธรรมะเพื่อปรับสภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ให้สงบทั้งตัวเขาเองและตัวคุณแม่ของเขาก่อนที่จะสิ้นลม (หากท่านยังพอได้ยิน)

ดิฉันค้นดูใน internet พบบทความของพระไพศาล วิสาโล ตามลิงก์ด้านล่างนี้ http://www.visalo.org/article/D_dhammakangTieng.htm
จึงขอรบกวนปรึกษาคุณไพโรจน์ว่าเหมาะสมสำหรับสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่ อย่างไร หรือหากคุณไพโรจน์มีบทความหรือหนังสือธรรมะอื่นที่เหมาะสมยิ่งกว่านี้
สำหรับคุณแม่ให้เตรียมตัว และสำหรับรุ่นน้องให้ทำใจ รบกวนโปรดแบ่งปันให้ดิฉันนำไปมอบให้กับน้องคนนี้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งค่ะ


ตอบ
น่าจะเหมาะสมครับ เพราะท่านพระอาจารย์ไพศาล ท่านทำเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ เขียนหนังสือออกมาชื่อ ก่อนอาทิตย์อัสดง เรื่องนี้ก็ดีครับ ที่สวนโมกข์กรุงเทพมีครับ ถ้าต้องการจะจัดส่งให้ ส่วนเรื่องอื่น มีธรรมะสำหรับคนเจ็บไข้ของอาจารย์พุทธทาส ฯลฯ

ฝากถึงเพื่อนพี่น้องที่กำลังทุกข์ครับ

ในความเห็นของผม เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสอย่างดีที่จะได้ฝึกปฏิบัติธรรม และคงไม่มีโอกาสใดดีกว่านี้แล้ว ผมก็เคยผ่านเรื่องนี้มาเมื่อสองปีก่อน แม่ได้จากไปอย่างสงบ ตอนแรกก็พบปัญหาเหมือนกับทุกคน ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความกังวลสารพัดอย่าง ส่วนแม่ก็ต้องทรมานทั้งทางกายและใจ ไม่ยอมปล่อยวาง เพราะห่วงคนข้างหลัง ผมต้องหาสารพัดวิธีในการช่วยให้คลายทุกข์ อ่านหนังสือธรรมะให้ฟังท่านก็ไม่ค่อยฟัง สุดท้ายคนที่ทุกข์หนักคือคนรอบข้าง เต็มไปด้วยอาการโศกเศร้ากังวลให้ท่านเห็น ท่านก็ยิ่งห่วงและไม่ปล่อยวางไปใหญ่.

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็เลยเปลี่ยนวิธีใหม่ แทนที่จะแก้ปัญหาความทุกข์ใจให้กับแม่ ผมกลับมาทำกับตนเองและญาติพี่น้อง ลองตั้งสติใหม่ ทบทวนตัวเองว่าเราเป็นทุกข์เพราะอะไร กลัวแม่จากไปใช่ไหม พอนึกก็ตอบตัวเองได้ว่าใช่ แต่พอคิดทบทวนก็เริ่มทำใจได้ เข้าใจว่าไม่มีใครฝืนความตายได้ คิดไปคิดมาก็พบว่า ทั้งหมดเกิดจากความไม่พร้อมทางใจของเราเอง เกิดความกังวลที่ไม่ได้ดูแลแม่ให้ดีที่สุด จากความไม่รู้ว่าถึงเวลาที่แม่จะจากไปจริงๆ หรือไม่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทรมานสุดๆ เป็นการต่อสู้ภายในตัวเองอย่างถึงที่สุด ใจหนึ่งก็คิดว่าแม่ยังอยู่กับเราได้ อีกใจหนึ่งก็บอกว่า แม่เหนื่อยมามากแล้วให้หลับให้สบายเถิดไม่ต้องกังวลเป็นห่วงอะไร แต่ผมก็โชคดีที่มีกัลยาณมิตรที่เป็นหมออยู่หลายท่าน ซึ่งโดยทั่วไปญาติคนไข้จะมีโอกาสรู้สภาพที่แท้จริงของคนไข้น้อยมาก เพราะหมอคิดว่าญาติคนไข้ไม่ค่อยรู้เรื่องภาษาหมอ และหลายครั้งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ญาติพี่น้องของผมหลายคนก็กังวลและเป็นทุกข์เพราะไม่รู้เรื่องชัดเจนในอาการและคิดไปสารพัดอย่าง กล่าวหาว่าหมอไปสารพัดเรื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็เลยแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ให้เฉพาะผมเป็นคนประสานพูดคุยกับหมออย่างตรงไปตรงมา แล้วมาอธิบายให้ญาติพี่น้องคนอื่นๆ เข้าใจอาการอย่างแท้จริง และเมื่อหมอจะทำการสิ่งใดที่มีผลต่อชีวิตและร่างกายก็ขอให้แม่และพวกเราได้มีส่วนร่วมตัดสินใจ จึงทำให้ทุกข์เรื่องนี้ก็เลยคลายไปอีกขั้นหนึ่ง.

กรณีต้องตัดสินใจในช่วงวิกฤติยื้อชีวิตของแม่
เมื่อแม่ดีขึ้นและกลับไปพักฟื้นที่บ้าน เกิดเดินสดุดเป็นแผลถลอกนิดเดียว แต่ด้วยความชล่าใจในการดูแล เรื่องโรคเบาหวานระยะสุดท้าย ทำให้เป็นปัญหาใหญ่ ถึงจะพาไปพบหมอและทำแผลล้างแผลกันอยู่ทุกวัน ได้มีการขูดล้างแผลให้แผลสดไม่เน่าเปื่อยจากการตายของปลายประสาทที่ไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง ทำให้ต้องขูดไปเรื่อยๆ จนนิ้วเท้าหายไป ตอนแรกแม่ยังแข็งแรงพอเดินได้ แต่เมื่อแม่รู้สึกตัวว่านิ้วเท้าหลุดไปก็ทุกข์มาก อาการทรุดลงทันที ไม่สามารถยอมรับสภาพที่ตัวเองจะจากไปโดยไม่ครบสามสิบสองได้ จึงไม่ยอมให้หมอทำการรักษาอะไรทั้งสิ้น ไม่ยอมตัดเท้า ไม่ยอมรับอาหารทางสายยาง ทำให้หมอ พยาบาล และพวกเราปั่นป่วนวุ่นวายกันไปหมด
แต่เมื่อตั้งสติได้ ผมก็คิดใหม่ มองว่าชีวิตก็เป็นของแม่ เมื่อแม่ปราถนาอย่างนั้นแล้วเราจะไปดึงดันเพื่ออะไร จึงปรึกษากับญาติพี่น้องว่าจะทำตามใจแม่ คือเอาแม่กลับบ้าน แต่หมอที่รักษาเองก็ยังไม่ยอม บอกว่าต้องรักษาตามแบบเขาและมีสิทธิ์อยู่ได้อีก ๕ - ๑๐ ปี แต่ถ้ากลับไปอยู่สภาพอย่างนี้ หมอบอกว่าจะอยู่ได้ไม่ถึงเดือนแน่ คราวนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าตัดสินใจผิดก็เหมือนกับพวกเราฆ่าแม่ทางอ้อม ต้องคิดกันอย่างหนัก พวกเราก็คุยกันหลายรอบ ถามความต้องการแม่ แม่ก็ยืนยันกลับบ้าน แต่แม่ก็กลัวตาย และกลัวที่สุดคือกลัวร่างกายไม่ครบสามสิบสอง แต่ผมก็คิดว่าอีกอย่างที่แม่กังวลคือเรื่องค่ารักษาที่นับวันยิ่งหมดไปมาก
ผมก็ปรึกษากับหมอหลายคน โดยเฉพาะคุณหมอบัญชาที่ช่วยชี้แนะและประสานช่วยเหลือให้ปรึกษากับหมอผู้รักษาอย่างตรงไปตรงมา และนำมาบอกเล่าอาการให้แม่ฟัง เมื่อแม่รู้อาการที่แท้จริงของตัวเอง แม่ก็บอกเลยว่าขอกลับบ้าน ตายก็ขอให้ตายที่บ้าน พวกเราส่วนหนึ่งคัดค้านส่วนหนึ่งเห็นด้วย แต่เมื่อคุยกันมากขึ้น อ้างเหตุผลเพื่อให้แม่มีความสงบใจก็เลยตกลงกันได้ว่าให้กลับบ้าน.

เมื่อถึงบ้านก็แบ่งหน้าที่กันเฝ้าดูแล
ต่างคนก็รู้อยู่ว่าแม่จะต้องจากไป จึงขอให้ทุกคนทำใจ จะทำใจได้หรือไม่ได้ แต่อย่างน้อยในช่วงที่ดูแลนี้ห้ามแสดงการการโศกเศร้าให้แม่เห็น นี้เป็นข้อตกลงร่วมกัน และต้องทำใจให้เข้มแข็ง เบิกบานก่อนที่จะเข้าไปพบแม่
อาการของแม่ทานอะไรไม่ได้เนื่องจากลำใส้ไม่ทำงาน ทานได้แต่น้ำกับอาหารสกัดวันละ ๑ ช้อน ส่วนน้ำเกลือก็เข้าไม่ได้ เพราะบวมน้ำตัวเขียวไปหมด เกิดจากไตไม่ทำงาน ตอนที่อยู่โรงพยาบาลจะทรมานมาก คนเฝ้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนเหมือนจะตายก่อนคนไข้เอา แต่เมื่อมาอยู่ที่บ้าน ผมก็ไม่ทราบด้วยเหตุใด แม่ลดความทรมานไปอย่างมาก และระบบดูแลเป็นไปแบบดีที่สุดเท่าที่พวกเราจะมีปัญญาทำกันได้ในสภาพของบ้านนอก ญาติพี่น้องเมื่อว่างจากงานแล้วมานอนเฝ้ากันเต็มบ้านเสียงคุยกันสนุกสนานพูดหยอกล้อกันจนแม่หัวเราะได้ แม่เหมือนอาการดีขึ้นๆ สภาพจิตใจเข้มแข็งและพร้อมจากไปได้ทุกเมื่อ พวกเราก็ลืมความกังวลไปเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจว่ามีพลังอย่างมากนอกจากกำลังใจ ก็คือพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกัน ทำให้เป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกัน พลังนี้ยิ่งใหญ่มาก ตอนเย็นเรามาร่วมสวดมนต์ให้แม่กัน ทำพิธีรับขวัญสู่ขวัญ ญาติพี่น้องก็มากันมาก จากหมอที่บอกว่าจะอยู่ได้ ๑๕ วัน อย่างมากก็ไม่เกินเดือน แต่เมื่อตัดสินใจทำเช่นนี้แม่อยู่ได้ถึง ๓ เดือน และก่อนที่แม่จะจากไปก็ทำให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ถึงที่สุด ให้ทุกคนมาขอขมาลาโทษ สั่งเสียจนถ้วนหน้า ใครมีโอกาสทำอะไรให้ได้ก็ทำกันเลย เช่น บางคนก็ร้องเพลงให้ฟัง บางคนก็สวดมนต์ให้ฟัง บางคนก็เล่านิทานให้ฟัง บางคนมาพัดวีเช็ดตัว บีบนวด สุดท้ายทุกคนได้ทำหน้าที่ของตน จะมากจะน้อยก็ได้ทำหน้าที่.
สำหรับผมเองอยู่ไกล ต้องเทียวไปเทียวมา และไม่ยอมขอขมาลาโทษ สั่งเสีย เสียที ขอเป็นคนสุดท้าย เมื่อคิดว่าเหมาะสมผมก็บอกลา ผมคิดว่าแม่ก็คงรออยู่ เพราะเคยถามตลอดว่ากลัวตายไหม ตอนแรกบอกว่ากลัวมาก เมื่อกลับมาอยู่ในการดูแลของลูกหลานญาติพี่น้อง ก็บอกว่าหมดห่วงแล้ว พร้อมแล้ว สุดท้ายก็บอกว่าไม่กลัวแล้ว.
เช้าวันนั้นก่อนที่แม่จะจากไป ในส่วนลึกของจิตใจผมบอกให้ขอขมาลาโทษ ผมจึงไปหยิบขันดอกไม้ธูปเทียนขึ้นมาทำพิธี ปากก็พูดไป แต่ใจก็หวิวๆ เมื่อพูดจบก็บอกแม่ให้รอ บอกว่าจะลงไปประชุมที่กรุงเทพเสร็จแล้วจะกลับ แม่ก็ยังรับปากแบบหน้าตาก็สดชื่น แต่พอตอนเย็นผมก็ได้รับโทรศัพท์ว่าแม่ได้จากไปอย่างสงบ จากการดื่มนมหลับไปเอง เหมือนนอนหลับ พวกเราก็ใจหาย แต่ก็ไม่มีใครร้องไห้ ผมเองก็ซึมแต่ก็พูดกันแล้วว่าจะส่งแม่แบบไม่ให้ดวงวิญญาณของแม่ต้องห่วงกังวลอะไร พอนั่งรถกลับก็คิดแต่เรื่องการจัดการงานศพแบบไหนให้เป็นกุศลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายก็ถือศีลและบวชให้ ก็ทำใจได้และจิตก็เป็นปกติมากขึ้นๆ เรื่องนี้ทุกคนก็ต้องผ่าน แต่จะผ่านอย่างไรก็ต้องหาทางของตนเอง ที่ผมเขียนเล่านี้ก็หวังว่าจะเป็นบทเรียนสำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับตนเองในเวลานี้กันอยู่
พระอาจารย์หลายคนท่านก็พูดตรงกัน ที่พากเพียรเรียนปฏิบัติกันมาก็เพื่อมาต่อสู้กันในเวลานี้แหละ ไม่ว่าความตายของคนที่เรารัก หรือของเราก็ต้องให้มีสติ สงบ รำงับถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไพโรจน์ สิงบัน
วันแม่ ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

WHO AM I ? เราเป็นใคร ? แล้วเรามาที่นี่ทำไม ? กำลังจะไปที่ไหน ?



WHO AM I ? เราเป็นใคร ?
แล้วเรามาที่นี่ทำไม ? กำลังจะไปที่ไหน ?


เชื่อว่านี้เป็นเสียงร่ำร้องจากหัวใจของใครหลายคน อย่างน้อยผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น ที่เหมือนจะรู้ตัวแต่ก็ไม่รู้จักตัวเอง รู้แค่สมมติ จนทำให้บางทีสับสนไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ในตัวเรา หลายคนคงมีช่วงเวลาที่สงสัยอยู่เหมือนกันว่าชีวิตนี้ใครกำหนด เรา พ่อแม่ ครอบครัว สังคม การงาน หรือเงื่อนไขชีวิต ?????

แล้วตัวเราที่แท้จริงมีไหม พุทธศาสนาสอนให้ดับทุกข์ ด้วยการลดตัวตน ไม่ยึดติดตัวตน แต่ก็คงยากที่จะมีใครปฏิเสธความคิดเรื่องการสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จัก หรือสร้างอัตลักษณ์ แต่สุดท้ายก็เอามาใช้เพื่อชื่อเสียงเงินทอง แล้วอย่างไหนมันถูก

ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกหลายคนบอกว่าเป็นคนที่ไม่มีตัวตน ซึ่งความหมายไม่รู้ว่าเป็นแบบไร้ตัวตนในสังคมนี้ หรือเป็นแบบไม่ยึดติดตัวตน แต่ก็คงปนๆ กันอยู่ บางทีก็ไร้ตัวตน บางทีก็ไม่ยึดติดหรืออาจจะไม่มีอะไรให้ยึดติดก็เป็นได้ ลองมีเงินหมื่นล้านคงไม่ทำตัวแบบนี้ก็ได้

ความจริง ชีวิตของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เงื่อนไขไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ สัญชาตญาณเอาตัวรอดออกจากการบีบคั้นของชีวิต ทั้งทางกายและจิตใจ บางคนถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจการเงิน บางคนบีบคั้นด้วยปัจจัยครอบครัว เพื่อนฝูง สังคม หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่เงือนไขของแต่ละคน

สำหรับคำถามสำคัญเรื่องสัญชาตญาณการเอาตัวรอดนี้ มีข้อจำกัดไหม หรือจะอย่างไรก็ได้ ไม่สนวิธี ไม่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ธรรมะ กฎกติกาหรือกฎหมาย เพียงเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดก็พอ

เรื่องนี้มีใครเคยจำลองชีวิตของตัวเองหรือไม่ ถ้าตกอยู่ในสภาวะต่างๆ นี้ จะจัดการตัวเองอย่างไร
ส่วนผมเคยคิดเรื่องนี้ เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในนี้ผมว่าสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอก หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงทางความคิดภายในตัวเรา จะทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพภายนอกได้

เมื่อเรามาลองทบทวนบทเรียนชีวิตของตนเองที่ผ่านมา จะพบว่ามีช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่สำคัญ ๆ อยู่ จนอาจเป็นปัจจัยกำหนดชีวิตของเราในอนาคตได้ ถ้าตัดสินใจผิดไม่เข้าใจด้านในของตัวเองที่เพียงพอ ก็จะทำให้เสียเวลาเรียนรู้นาน หรือหลงเดินทางผิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดเป็นทุกข์กับชีวิตไปตลอด เรื่องนี้เหมือนทุกคนจะยอมรับ แต่ก็น้อยคนที่จะเอาจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายใน ส่วนมากจะมุ่งการเปลี่ยนภายนอกเป็นส่วนใหญ่ หรือเปลี่ยนแปลงคนอื่นมากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง แล้วมันเป็นไปได้จริงหรือไม่ ถึงแม้จะหาคำอธิบายบอกว่าเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา แต่สุดท้ายการตัดสินใจอยู่ที่เรา

เรื่องนี้ไม่ต้องมีใครตอบ ต่างรู้ด้วยตัวของตัวเองดีอยู่แล้ว แค่จะยอมรับจากจิตสำนึกของตัวเองหรือไม่แค่นั้น ผมได้ยินคำสะกิดใจอย่างมากจากอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้ที่ออกเดินทางค้นหาความจริงของชีวิต อาจารย์บอกว่า “ผมจบ Ph.D. ทางด้านศาสนาและปรัชญามาจากอินเดีย มาสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่เหมือนไม่รู้อะไรในชีวิตตนเองเลย ที่ผ่านมาอธิบายทฤษฎีชีวิตจากความคิดให้ลูกศิษย์ฟังเป็นฉากๆ แต่ไม่ได้สัมผัสจากความรู้สึก จึงต้องออกเดินให้รู้สึกเห็นความทุกข์ความสุขจากข้างในตัวเองจริงๆ”

ส่วนตัวผมเองก็เหมือนกับได้สัมผัสชีวิตที่เป็นจริงอยู่หลายกรณี จนส่งผลต่อแนวทางการดำเนินชีวิตอยู่มาก เช่นกรณีพบเห็นการเจ็บตายจากการไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เห็นถึงความบอบบางของชีวิตมนุษย์ และชีวิตนี้จะมีคุณค่าเมื่อมีความหมายเท่านั้น ถ้าปล่อยเลยไปแบบไม่คิดอะไร ไม่รีบค้นหาความหมายของชีวิต ไม่ให้คุณค่ากับชีวิตตัวเอง เมื่อถึงคราวมัจจุราชมาพรากชีวิตเราคืนก็ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แม้จะยิ่งใหญ่มีเงินทองล้นฟ้า เป็นเทวดาตาน้ำข้าวมาจากไหน ก็ตายกันเกลื่อนกลาดเหมือนมดแมง ทำให้เรื่องนี้ผมนึกถึงชีวิตตัวเองและบุคคลอันเป็นที่รักอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็ลืม ไม่รู้หลงไปทำอะไรอยู่ ลืมความรู้สึกนึกคิดในช่วงเวลานั้นไปหมดสิ้น จนมาถึงคราวที่แม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ความรู้สึกนี้จึงมาเตือนอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องความตายแน่นอนทุกคนก็รู้อยู่เต็มอก ว่าวันหนึ่งต้องมีการสูญเสียคนอันเป็นที่รักอย่างแน่นอน แต่ทุกคนก็หวังว่ายังไม่ถึงเวลาของเรา คงอีกนาน ๆ แล้วเคยมีการเตรียมใจเรื่องนี้หรือไม่ ผมก็เช่นกัน ตอนที่แม่แข็งแรงอยู่ไม่เคยคิดและไม่พยายามคิด แต่เมื่อปัจจัยหลายอย่างส่งสัญญาณเตือนให้ต้องเตรียมตัวเตรียมใจทั้งที่ไม่พร้อมแต่ก็ต้องยอมรับ

ผมเติบโตมาด้วยการโอบอุ้มเรียนรู้จากแม่เป็นส่วนใหญ่ แม่เป็นครูผู้ยิ่งใหญ่จนยากลืมเลือน ทุกการกระทำของแม่อยู่ในความทรงจำของผมแทบทุกอย่าง เป็นแม่แบบให้เอามาปรับใช้ในชีวิตเมื่อโตขึ้น ถึงแม้พ่อจะพร่ำสอนขนาดไหนในแต่ละเรื่องก็ไม่เหลือในความทรงจำ หรือถ้าจะเหลือก็นึกนานมาก ซึ่งต่างกันอย่างมากกับแม่ ไม่ว่าเรื่องดีไม่ดีจำได้หมด ทั้งที่ก็สนิททั้งพ่อและแม่ อยู่ด้วยกันเท่าๆ กัน จนมาได้ยินคำของท่านอาจารย์พุทธทาสที่บอกว่า “แม่คือผู้สร้างโลก” นี่แหละจึงเริ่มเข้าใจความผูกพันของแม่ลูก เราจะเติบโตมาอย่างไรแม่มีส่วนสร้างเราอย่างมาก แต่หลายคนก็ลืมบทบาทนี้

ด้วยแม่เป็นคนที่ทำงานหนักเหมือนชาย ทำไร่นาสวน ไม่มืดค่ำไม่เข้าบ้าน เอาจริงเอาจังกับการทำงานมาก จนเป็นนิสัยที่ติดตัวผมมาตลอด เป็นคนที่มุมานะในการทำงาน ออกจากบ้านมาเรียนต่อและทำงานที่ภาคใต้จนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงาน จนลืมคนข้างหลัง พ่อแม่พี่น้องก็คิดถึงและแสนห่วง แต่ก็คิดว่าคงมีโอกาสสักวันหนึ่งจะได้อยู่พร้อมหน้าทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันเหมือนสมัยเด็ก หวังไว้ปีแล้วปีเล่าไม่เคยทำสักที ผ่านไปห้าปีก็แล้ว สิบปีก็แล้ว จนวันหนึ่งอยากทำขึ้นมาก็ไม่มีโอกาสแล้ว

สมัยที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยที่เราคุ้นเคยกันแบบคนชาวบ้านอีสาน วิถีการแสดงออกเรื่องความรักต่อกันถือเป็นเรื่องขัดเขิน ทั้งที่ก็เข้าใจความต้องการความรักความอบอุ่นต่อกัน แต่ก็ไม่มีใครแสดงออกมา ผมก็เช่นกัน คิดแต่ว่ากลัวแม่เป็นห่วงไม่พยายามโทรหา ไม่คุยด้วยโดยตรงเพราะกลัวว่าเมื่อแม่ได้ยินเสียงแล้วจะพานให้ร้องไห้ไปด้วย เพียงแต่ฝากถามข่าวจากพี่น้องเฉยๆ จนแทบนับการพูดคุยด้วยกันตลอดสิบปีได้ไม่ถึง ๕๐ ครั้ง แต่ที่ผมภูมิใจคือผมกอดแม่กอดน้าอาทุกครั้งที่เจอหน้าไม่ว่าจะอยู่กลางฝูงชนขนาดไหนไม่สนใจ อันนี้ผมทำเมื่อตอนโตแล้ว จากที่ได้ยินน้ากับแม่คุยกันเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่าชอบที่ลูกหลานมากอดแสดงความรัก ผมก็เลยทำเลย จนใครเห็นก็คิดว่าเป็นลูกแหง่ แต่สิ่งนี้แหละที่ทดแทนความค้างคาใจหลายเรื่องที่ไม่ได้ทำ

ผมถามตัวเองว่า ที่เราดิ้นรนทำงานหาเงินหาทองนี้ไปเพื่ออะไร หามาเป็นสิบยี่สิบปีไม่ได้อะไร แถมเสียชีวิตส่วนหนึ่งไปโดยไม่รู้ตัว บางคนทำไปทำมาเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ คือ จากตอนแรกทำงานเพื่อหาเงิน มาเป็นทำงานเพื่อหากินหาใช้ มาเป็นทำงานเพื่อใช้หนี้ สุดท้ายก็เลยหลุดไปไม่ได้ อยากกลับบ้านนอกแทบตายแต่กลับไม่ได้ มีหนี้สินติดตัว ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีทุนพอจะกลับไปเริ่มต้นใหม่ สุดท้ายชีวิตครอบครัวญาติพี่น้องก็ถูกทิ้งไปโดยปริยาย เหลือแต่ชีวิตแบบตัวใครตัวมันที่ถูกทิ้งกลางกรุงอันแห้งแล้งความรักความอาทร จนบางคนต้องซื้อหาความรักข้ามคืนซึ่งไม่มีจริง

ความโหดร้ายของสังคมแห่งการเอาตัวรอดมันเป็นอย่างนี้ หาความรักความอาทรอย่างแท้จริงยาก จะแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์โลกก็ต้องแอบทำ กลัวถูกหาว่าเป็นคนโง่ ถูกคนเขาหลอก การหลอกลวงมีมากจนเป็นเรื่องปกติ และทุกคนที่เข้ามาในเมืองใหญ่ก็มาเพื่อแสวงโชคตักตวงโอกาสและผลประโยชน์ เพื่อจะกลับไปเสพสุขในสังคมที่สงบสุขแบบเดิม แต่เมื่อมาแล้วก็ถูกเมืองใหญ่กลืนกินจนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่ไป ไม่สามารถถอนตัวออกได้ จึงต้องคอยหาผลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างไม่มีสิ้นสุด แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกทรัพยากรที่เลี้ยงเมืองกรุงมาจากไหน คงหนีไม่พ้นบ้านนอก การที่คิดจะมาขุดทองจากเหมืองกรุงไปเลี้ยงบ้านนอกคงไม่เป็นจริง เป็นเพียงแค่มาเสพชีวิตแห่งความสะดวกสบายในช่วงชีวิตหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่จะกลับไปสู่ธรรมชาติที่ชีวิตโหยหาโดยแท้จริง

กรณีแม่ผมก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ความอบอุ่นของสังคมบ้านนอกอย่างลึกซึ้ง เมื่อแม่อายุย่างเข้า ๖๕ สังขารก็เริ่มเสื่อมอย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะการใช้งานมาหนัก โรคประจำตัวรุ่มเร้า เข้าโรงหมอบ่อย เงินทองหามาได้ก็หมดไปกับการรักษาตัวเอง ตอนแรกด้วยความห่วงสารพัด แม่ต้องกัดฟันสู้ทนฝืนสังขารไม่ยอมปล่อยวางกลัวการจากไปอย่างที่สุด ลูกหลานพี่น้องก็ต้องเฝ้าเอาใจ ทั้งปลอบและบ่น ทุกข์ไปตามๆ กัน เรื่องอย่างนี้ถ้าจัดการกันไม่ดีคนอยู่ข้างหลังแทบจะประคองชีวิตกันเอาไม่อยู่ ไหนเรื่องค่าใช้จ่าย เชื่อว่าใครมีเท่าไหร่คงทุ่มกันหมดตัวแน่ หรือยืมกันเป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว

จากประสบการณ์เรื่องนี้ผมถือว่าโชคดีที่มีกัลยาณมิตรทั้งญาติพี่น้องเพื่อน ๆ ครูบาอาจารย์ คอยให้คำชี้แนะช่วยเหลือ ที่สำคัญกำลังใจจากคนบ้านเดียวกันสังคมเดียวกันไปเยี่ยมไปให้กำลังใจ หยิบยื่นค่ารักษาให้คนละเล็กละน้อยเป็นน้ำเลี้ยงอย่างดี เท่าที่ผมสังเกตคนในหมู่บ้านผม ทั้งหมู่บ้านห้าร้อยกว่าครัวเรือน เห็นหน้ากันเกือบทุกคนไม่มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลก็ไปเยี่ยมกันที่บ้าน สิ่งนี้แหละที่ทำให้แม่มีกำลังใจปล่อยวางกับชีวิต ไม่ทุกข์ไม่ร้อนเหมือนตอนช่วงแรกที่เข้าโรงพยาบาล

ไพโรจน์ สิงบัน
วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔

โอกาสของคนรากหญ้า
กับแนวทางการรักษาในวงการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่

(เรื่องต่อ)

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สวัสดีปีใหม่สำหรับทุกท่าน ทั้งที่เป็นญาติมิตรสหาย และเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายทุกคน


ในวาระปีใหม่ใกล้บรรจบนี้ ถือเป็นฤกษ์ดี ที่เหล่าญาติมิตรสหายที่ต้องมากล่าวคำอวยพรต่อกัน อันที่จริงผมก็ใคร่กล่าวเป็นบทเป็นกลอน ดูแล้วมันซึมลึกถึงความรู้สึกได้ (โดน) มากกว่า แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะคนรุ่นผมหมดวิชาไร้สุนทรียเรื่องนี้ไปเสียแล้ว กลายมาเป็นแบบวัฒนธรรมแดกด่วน เห็นว่าเรื่องกลอนมันยุ่งยาก อักขระเต้นระบำเต็มไปหมด ก็เลยตามๆ แบบคนอื่นเขาแล้วกัน

ปีใหม่ให้อะไรมากมายกับชีวิตเรา เหมือนกับเรามีชีวิตใหม่
ใหม่ เพราะเรารู้การเปลี่ยนแปลง ร่างกาย จิตใจ ของเรา
ใหม่ เพราะเรารู้สิ่งที่เราประสบพบมา เป็นเครื่องมือทำให้เราเติบโตเข้มแข็งขึ้น
ใหม่ เพราะเรารู้ว่าสิ่งดีดีที่เราประสบ เราจะสั่งสมเพิ่มพูนมากขึ้น
ใหม่ เพราะเรารู้ว่าสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ผ่านมา เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก
ใหม่ เพราะรู้ว่าเราเดินเข้าใกล้เส้นทางแห่งความสำเร็จในชีวิตของเราแล้ว
ขอให้ทุกคนประสบสุขเช่นนั้น ทุกคนเทอญ

"กล่าวโดยธรรมเนียม เมื่อถึงวาระบรรจบครบรอบปี ไม่ว่าจะตั้งต้นนับกันตรงไหน แต่เมื่อครบรอบ ๑ ปี คนก็จะกล่าวคำอวยพรให้แก่กัน จะโดยธรรมเนียมหรือโดยใจจริงก็มีคุณค่าเหมือนกัน กล่าวคือ พรที่เราได้ให้มอบให้คนอื่นเหมือนกับเราได้สร้างกุศลไปในตัว คือเราได้ลดความเห็นแก่ตัวเองลง เราอยากเห็นสิ่งดีๆ นั้นได้เกิดขึ้นกับคนอื่น ถึงจะเป็นแค่เพียงแค่คำพูด ความนึกคิด หรืออธิฐานจิต ก็เป็นประโยชน์มากแล้วแก่ตนเอง ขอให้เราได้ใช้วาระนี้ ลดความเห็นแก่ตัว ลดความโกรธเคือง ลดความเศร้าหมอง ลดสิ่งที่เป็นอกุศลให้หมดไปกับปีเก่า ต่อไปปีใหม่เราจะมาร่วมกันสร้างกุศล ทำทานให้จิตใจอิ่มเอิบ ฟูขึ้น โล่งขึ้น สบายขึ้น เจริญทางปัญญาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทานใดๆ ที่ให้ทานตามกำลังปัจจัย สติปัญญาเป็นทาน ทรัพย์สินเป็นทาน หรืออื่นใด ก็ให้คุณค่าด้านจิตใจเหมือนกัน ขอให้ร่วมกันสร้างสมเป็นทุนเพื่อความสุขเทอญ"
(ต้นเค้ามาจากการบรรยายธรรมของท่านเจ้าอาวาสวัดศรีทวี ในงานท่องเที่ยวไทยให้ถึงธรรม ๔ - ๗ ธ.ค. ๕๒ ที่อ้างถึงเรื่องการทำทานและเรื่องการสร้างกุศลจากความหมายที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยให้ไว้)

ที่ได้ยกมาก็เพื่อเป็นหลักคิดสำหรับตนเอง ในการคิดทบทวนบทเรียนที่ชีวิตที่ผ่านมา เมื่อครบรอบหนึ่งปี ก็อยากจะชวนทุกท่านทบทวนชีวิตตนเอง ทั้งเรื่องที่สุขสมหวังและผิดหวัง ปีที่ผ่านมาเราได้สร้างกุศลอะไรบ้าง คือเราได้ลดสิ่งที่เป็นอกุศลอะไรไปบ้าง หรือเรายิ่งเพิ่มพูนสิ่งที่เป็นอกุศลมากขึ้นไปอีก แล้วเราเสียสละให้ทานไปกี่มากน้อย ทำให้เรามีความสุขสบายใจมากพอไหม

สำหรับผม สิ่งที่ได้สร้างกุศลในปีที่ผ่านมา เท่าที่สำนึกได้ คือ ได้ลดความอยากได้ อยากมี อยากเป็นให้น้อยลง (อาจจะรู้แล้วว่าไม่มีทางเลือก) หลังจากที่ผ่านมาเคยฝัน(เฟื่อง)ไปมาก ทำตามฝันแบบถูกๆ ผิดๆ จนพบสัจธรรมที่แท้จริงสำหรับตัวเอง ธรรมชาติของตัวเองที่ไม่เหมาะสมกับหลายสิ่งหลายอย่างหลายเรื่อง ทำให้ลดตัวเลือกลงไปมาก ยิ่งผ่านกาลเวลามากขึ้น ผ่านการลองมากขึ้น ก็ทำให้มีตัวเลือกน้อยลงไปเรื่อยๆ จนใกล้เคียงกับสิ่งที่ใช่ธรรมชาติของเราที่เราชอบและใช่มากขึ้นๆ ถ้าเราเชื่อในเรื่องของกฏธรรมชาติแล้ว สิ่งต่างๆ จะคัดเลือกด้วยธรรมชาติของตัวมันเอง ตามทฤษฎีของชาร์ลล์ ดาร์วิน ก็บอกไว้เช่นนั้น ถ้าฝืนก็จะทนอยู่ได้ไม่นาน เมื่อไม่ใช่ธรรมชาติของมัน ไม่ใช่ของจริง มันก็จะพยายามหมุนกลิ้งไปให้เข้าที่เข้าทางของมันจนได้ ถ้าเช่นนั้นในวาระครบรอบปี เราลองทบทวนสิ่งที่เราทำในปีที่ผ่านมาดูบ้างว่า เราทำในสิ่งที่ชอบและใช่ตามความถูกต้องของกฎของธรรมชาติอย่างไม่ฝืนอย่างไรบ้าง แล้วมันให้รสสัมผัสของความสุขที่เรารู้สึกได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง กฏธรรมชาตินี้ต้องเปลี่ยนใหม่ใช่ไหมครับ

ธรรมะภาคี หอจดหมายเหตุพุทธทาส
ไพโรจน์ สิงบัน

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดอิสระ


สังคมดีได้ด้วยตัวเรา เราต้องศรัทธาในความเป็นมนุษย์ อันอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ ที่ไม่มีใครอยู่เหนือกฎธรรมชาติ ไม่มีเลย
ไม่มีแพ้ ไม่ชนะ มีแต่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ เมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับ ถ้าเข้าใจกฎนี้ทุกคนจะไม่ทะเลาะกัน เพราะเสียเวลาเปล่า
"ชนะอื่นหมื่นแสนไม่เหมือนแม้นชนะตัวเอง"
"จะหาคนดีส่วนเดียว อย่าเที่ยวหาให้ยากสหายเอ๋ย"
"โลกนี้ไม่ได้ดีขึ้นเพราะเราเกิดมา โลกนี้ไม่ได้ดับสลายเพราะมีเราอยู่"
ชีวิตเราเหมือนขี้ลอยน้ำ โครตกระจอกเมื่อเทียบกับธรรมชาติ
มหาปราการที่แข็งแกร่งพังทลายลงก็เพียงแค่สายลมบางเบาพัดผ่าน ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง
แล้ว ชีวิต คืออะไร เกิดมาทำไม เป็นไปเพื่ออะไร แล้วจะดับสลายเมื่อไร

นักปราชญ์หลายท่านกล่าวว่า "ใยเล่าคนเราต้องแบกชีวิต ในเมื่อชีวิตมันก็เป็นไปของมันเช่นนั้นเอง"
แข็งคือฝืน อ่อนคือสบาย ไผ่อยู่ได้เพราะลู่ลม เดี๋ยวลมก็เปลี่ยนทิศ ไผ่ก็ต้องลู่ตามทิศทางลมใหม่ ซึ่งมันเป็นไปของมันเอง
อย่าฝืนธรรมชาติของชีวิตที่สั่งการด้วยหัวใจธรรมชาติ ให้หันกลับมาถามหัวใจตนเองว่าต้องการอะไร ใช่ความสุขที่ไม่รู้ใครนิยามให้หรือไม่
การได้กินโค้ก ใช่ความสุขหรือไม่ การได้ขับรถเบนซ์ โรสลอยด์ ต่างจากขับรถญี่ปุ่นราคาถูกอย่างไร หรือที่แท้เราต้องการเพียงดื่มน้ำสะอาด เดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเท่านั้น หน้าที่ที่แท้โดยธรรมชาติเป็นเช่นนี้หรือไม่

หน้าที่ตามธรรมชาติ เป็นของจริงมากกว่าหน้าที่สมมุติ อย่าไปยึดติด ยึดมั่นถือมั่น
เมื่อนกได้เห็นฟ้า ปลาได้เห็น้ำจริงๆ สิ่งนั้นแหละคือความสุขโดยธรรมชาติ

เก็บจากข้อคิดของครูบาร์อาจารย์ผู้มีพระคุณยิ่ง และประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การสร้างสันติภาพเป็นหน้าที่ของมนุษย์โดยตรง


หลังจากท่านอาจารย์พุทธทาสได้ริเริ่มกิจกรรม ‘ล้ออายุ’ เนื่องในวันเกิดตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ เป็นต้นมาจนตลอดถึงปีสุดท้ายในปี พ.ศ.๒๕๓๖ ที่ไม่ทันได้ถึงวันงานเนื่องจากเกิดเหตุปัจจุบันจนถึงแก่การละสังขารนั้น นับได้ ๒๘ ปี มีธรรมกถาล้ออายุออกมาทั้งสิ้น ๒๖ ปี ปีละ ๓ กัณฑ์ กัณฑ์ละ ๓ ชั่วโมง ประมวลได้ทั้งหมด ๗๘ กัณฑ์ ๒๓๔ ชั่วโมง โดยแต่ละปี แต่ละกัณฑ์ และ แต่ละขณะของธรรมกถานั้น เต็มไปด้วยสาระธรรมที่ท่านตระเตรียมไว้เป็นพิเศษเพื่อเป็นของขวัญตอบแทนแก่ผู้ที่เข้าร่วมบุญล้ออายุของท่าน ขณะนี้มีการถอดความและจัดพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว

สำหรับธรรมกถาประจำปี ๒๕๒๐ ในหัวข้อ ‘โลกมีสันติได้ด้วยทุกคนใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์’ นี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน และเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องช่วยกันนำสันติสุขกลับมาสู่สังคมไทย โดยท่านอาจารย์พุทธทาสก็ได้เทศนาสั่งสอนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนจะเห็นธรรมนั้นไหม หรือเพียงแค่สัมผัสทุกข์ แต่ไม่เห็นทุกข์ การไม่เห็นทุกข์ก็ยากที่จะเห็นธรรม ดังนั้น การที่เราจะศรัทธาแล้วน้อมนำหลักธรรมของพระพุทธองค์ไปใช้เป็นหลักนำเนินชีวิตในสังคมจึงเป็นเพียงคำพูดชวนเชื่อ แต่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญถึงขั้นว่าเป็นวิกฤตร่วมกันของสังคมที่ต้องมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง และยกเป็นเรื่องแรก อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสยกตัวอย่างให้เห็นว่า "ถึงจะพ้นสภาพทุกข์ยากทางปากท้องทางกาย แต่เราก็ยังไม่พ้นบ่วงทุกข์ของชีวิตได้" สิ่งสำคัญต้องสร้างความสุขทั้งภายในและภายนอก ทั้งตัวเองและสังคม ทั้งระดับปัจเจกและส่วนร่วม มีหลายคนที่บอกว่าในเมื่อคนอื่นเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรมจะมามัวรักษาศีลธรรม และปฏิบัติกับคนไม่ดีแบบคนโง่ได้อย่างไร ซึ่งนั้นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ที่ลึกลงไปกว่านั้นคือ คนนั้นยังไม่มีศีลธรรมขั้นพื้นฐานแห่งความเข้าใจธรรมะด้วยซ้ำ คนเข้าใจธรรมะไม่ใช่คนโง่ แต่ต้องเข้าใจและเท่าทันสภาวะการณ์ เข้าถึงธรรมะหรือธรรมชาตินั้นอย่างเท่าทัน มั่นคง มีสติ และขันติธรรมอย่างยิ่ง ยึดถือความถูกต้องตามธรรมเป็นพื้นฐาน สิ่งที่เป็นความถูกต้องตามหลักธรรมก็จะมีคนตั้งคำถามอีกมากมายเหมือนกันว่าอะไรคือความถูกต้อง คำตอบก็จะวนกลับไปที่ธรรมะคือความถูกต้อง แล้วก็จะวนกลับไปที่อะไรคือธรรมะ แค่คำถามแค่นี้ หลายคนก็คงยอมแพ้แล้วหันเข้าหากิเลสให้เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตเสียแล้ว แต่ถ้าใครสนใจศึกษาลองตั้งใจอ่านและทบทวนงานเทศนาล้ออายุของท่านอาจารย์พุทธทาสที่เทศนาไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งเหตุปัจจัยสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความวุ้นวายในเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ ก็มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน สามารถเป็นบทเรียนแล้วยึดหลักธรรมเดียวกันได้ โดยหอจดหมายเหตุพุทธทาสได้ถอดจากเทปธรรมบรรยายที่ท่านได้แสดงไว้ทั้งหมด ๓ กัณฑ์ รวม ๙ ชั่วโมง ๓๒ หัวข้อ แสดงธรรมเรียงลำดับในกัณฑ์เช้า ๑๒ หัวข้อ กัณฑ์บ่าย ๑๐ หัวข้อ และกัณฑ์ค่ำ ๑๐ หัวข้อ ประกอบกับบัตรคำเตรียมบรรยายธรรมหรือเท่ากับ power poit ในสมัยนี้ ที่ท่านเตรียมมาล้อตัวเองในปีนี้ทั้งหมด ๔๙ หัวข้อ แต่ได้แสดงธรรมล้ออายุจริงๆ เพียง ๓๒ หัวข้อเท่านั้น และส่วนที่ยังไม่บรรยายก็ได้ทำการรวบรวมไว้ในส่วนท้ายของหนังสือด้วย

มีคนรุ่นหนุ่มสาวกลางคนที่ได้ฟังและอ่านเอาเรื่องอย่างจริงจัง ระบุว่า ช่างเป็นธรรมกถาที่กระตุกวิญญาณและการเรียนรู้ของชีวิตมนุษย์ยุคทุนนิยมได้เป็นอย่างดี พระอาจารย์พุทธทาสได้ประมวลและถอดบทเรียนที่ท่านได้ศึกษาเรียนรู้ปฏิบัติธรรมออกมาแบบโดนกับคนในยุคปัจจุบันทุกเรื่อง เหมือนท่านมีญาณทัศนะล่วงหน้าว่าจะเกิดทุกข์หรือปัญหาอะไรขึ้นในโลกอนาคต ท่านได้ชวนทุกคนมาช่วยกันล้อตักเตือนตัวเอง เพื่อเตือนสติ ทำให้เข้าใจธรรมะหรือธรรมชาติที่แท้จริง ว่าชีวิตต้องการอะไร มีเป้าหมายอะไรเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่ทำให้ทุกข์ร้อน อันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการเหนือไปจากสิ่งที่ห่อหุ้มด้วยความสุขหลอกๆ ทางเนื้อหนัง

ท่านได้เอาทุกเรื่องมาล้อแบบปอกเปลือกให้เห็นแก่นแท้ของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อลืมตาขึ้นมาดูโลกแล้วต้องถูกหล่อหลอมเรียนรู้ในเรื่องที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์อะไรบ้าง พร้อมข้อเสนอ ‘การเรียนรู้ในระดับศีลธรรมและโลกุตตรธรรมต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ เมื่อแก่ตายจะได้ไม่เสียดายทีหลัง’ ให้เด็กกลับมาเห็นว่า ‘สัตว์โลก เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย’ และมีศีล ๕ เป็นรากฐาน ด้วยวิธีสอนให้เด็กเข้าใจปรมัตถธรรม หรือโลกุตตระ ให้เขาเปรียบเทียบ : Sad กับ Glad, หัวเราะ กับ ร้องให้, การได้ กับ การเสีย, การชนะ กับ การแพ้ จนกระทั่งพบ ความเป็นกลาง ระหว่างคู่นั้นๆ

ท่านบอกว่า ‘แม้ ฝรั่ง นักศึกษา ก็เห็นด้วยในข้อที่ว่า ถ้าเด็กยังถือศาสนา มีพระเจ้า การศึกษาไม่เฟ้อ ก็ยังเป็นการง่าย ที่โลกนี้จะมีคนที่เป็นสุขแท้จริง’ เราจึงต้องปรับระบบการเรียนการสอนใหม่หมด ‘ให้เรียนรู้ศีลธรรม ๘๐ % เรียนวิชาชีพ ๑๕% เรียนความรู้พื้นฐานทั่วไป ๕%’ ซึ่งตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จนนำมาซึ่งความวิกฤตทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ที่ได้สร้างความเดือดร้อนกันไปทั่วโลก

อาจารย์พุทธทาสยังได้ชี้ว่า ‘กิเลสของวัยรุ่นบางพวกสมัยนี้ขึ้นมาถึงระดับเดรัจฉาน’ แม้ที่อ้างตัวเป็นนักศึกษา ก็ทำอะไรตามอำนาจกิเลสไม่มียางอาย ทำให้ต้องมาล้อกันว่า ‘การศึกษากำลังรับใช้วัตถุนิยม การศึกษากำลังนำไปสู่ภาวะเดรัจฉาน’ ปัจจุบัน ; โลกยิ่งใกล้วินาศ ยิ่งขึ้นทุกที เพราะความรู้มากเกินไป ของโลกนั้นแอง ความรู้มากขึ้นของผู้รู้ ทำให้คนลังเล ลำบากใจในการไม่รู้ว่าทำอะไรดี ยิ่งมีหนังสือท่วมโลก ยิ่งไม่มีกลิ่นไอสันติภาพ ไม่ชี้ว่าจะเอาอะไร เกิดมาทำไม ว่าอะไรคือทางรอด

ด้านการพัฒนา ต้องเป็นการนำศาสนามาใช้ให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้จน ต้องมีธรรมะ มีความสุขชนิดแก้ปัญหาอื่นได้ ไม่มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ต้องพัฒนาจิตกันก่อน นำหน้าพัฒนาวัตถุ

ด้านสันติภาพ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง หากเป็นการเมืองบริสุทธิ์ คือมีรากฐานอยู่ที่ธรรมะ เดี๋ยวนี้ เรามีแต่การเมืองสกปรก สมัยใหม่, จอมปลอม, เราเลยมีแต่สันติภาพจอมปลอม เสียดายสติปัญญาของผู้มีปัญญากลายเป็นหมันไปสำหรับสันติภาพ ไม่กล้าแตะต้องแม้ปัญหาศีลธรรมของบ้านเมือง หรือของโลกส่วนร่วม เลยไม่มีส่วนในการสร้างสันติภาพ ซึ่งเป็นหน้าที่ของมนุษย์โดยตรง เรื่องนี้ ‘ทำไม่ได้ หรือไม่ทำ’ ส่งกองรบไปรบที่ไหนก็ได้ ฆ่ากันทั้งโลกก็ทำได้ ไปโลกพระจันทร์ หรือโลกไหนก็ได้ มีของทิพย์ : อิเล็คโทรนิค – คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ล้น แล้วทำไมทำให้อยู่ร่วมกันโดยสินติไม่ได้ ทำให้ทุกคนในโลกอยู่อย่างพอกินพอใช้ตามควรก็ไม่ได้ แม้ในการประชุมก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เกี่ยวกับสันติภาพ เรา ‘กำลังขี้ขลาด หรือขบถต่อความบริสุทธิ์ใจของตนเอง’ หรือไม่

เรารู้จักประโยชน์ของธรรมะน้อยเกินไป มีการพูดหนาหูว่า ‘โลกียะ ก็พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงโลกุตตระ เรารู้เรื่องอิทธิบาท ๔ ฆราวาสธรรม ๔ ทิศ ๖ ก็พอแล้ว’ การกล่าวเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่หลายฝ่าย และทำให้พุทธธรรมด้อยค่าลงไป ถึงกับไม่มีพุทธศาสนาไปเลย ถึงแม้จะประพฤติโลกียธรรมเหล่านั้นถึงที่สุดแล้ว ความทุกข์ยังเหลืออยู่อีกมาก ซึ่งต้องดับกันต่อไปอีก และแม้ในขณะประพฤติธรรมเหล่านั้นอยู่ ก็มีทุกข์หลายทิศทางเกิดขึ้นควบคู่กันไป เราจึงต้องมีธรรมส่วนโลกุตตระพร้อมกันไปในขณะนั้น นั่นคือการมีโลกุตตรธรรมเพื่อควบคุมโลกียธรรม พร้อมกันไปในตัว ในลักษณะ แห่งธรรมคู่ที่แยกกันไม่ได้

โดยสรุปพระอาจารย์พุทธทาสได้ชี้ให้เข้าใจธรรมชาติของจิตใจที่แท้จริงของมนุษย์เรา ว่ามีความดีงามหรือความประภัสสรอยู่เป็นพื้นฐาน ความไม่ดีต่างๆ เกิดขึ้นมาเพียงชั่วขณะเท่านั้น พวกเราอย่าไปท้อกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาแล้วดับไป ธรรมชาติแห่งความดีงามยังคงอยู่กับเรา แค่พวกเราช่วยกันป้องไม่ให้ความไม่ดี ความชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความโกรธหลงทั้งหลาย อย่าให้เข้ามาสู่เรา ลูกหลานเรา เพื่อนพี่น้องเรา เพื่อนร่วมโลกเรา สังคมมนุษย์เราก็จะเกิดสันติสุขได้ ด้วยวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมะหรือธรรมชาติ ตามแนวทางการเข้าถึงหัวใจศาสนาของตน โดยพุทธศาสนาก็มีแนวทางที่พระพุทธองค์ได้แสดงไว้แล้วในหนแห่งวิมุตตายตนะ สูตร เป็นหลักธรรม ที่ควรสนใจเป็นพิเศษ คือ บอกให้รู้ว่า คนเรา สามารถบรรลุธรรม ได้ถึง ๕ เวลา คือ เมื่อกำลัง ฟังธรรมอยู่, เมื่อกำลัง แสดงธรรมให้ผู้อื่นอยู่, เมื่อกำลัง สาธยายธรรมอยู่, เมื่อเพ่งธรรมอยู่, และ เมื่อพิจารณา ใคร่ครวญธรรมอยู่ นับว่าโอกาสมีมาก ในการบรรลุธรรม แต่พวกเรา พากันประมาทเสีย ไม่ฉวยเอาได้ แม้แต่ โอกาสเดียว.

เรื่องเหล่านี้พระอาจารย์พุทธทาส ได้อรรถาธิบายไว้อย่างชัดเจนสั้นๆ ง่ายๆ เข้าใจได้ทุกคน เหมาะกับคนสมัยใหม่ที่ท่านมีความเคยชินกับความรู้แบบโลกวิทยาศาสตร์ แล้วท่านจะตื่นเต้นกับความกับความรู้ทางโลกวิญญาณหรือความรู้ในระดับจิต ที่อยู่ในธรรมกถาล้ออายุประจำปี ๒๕๒๐ เรื่อง ‘โลกมีสันติได้ด้วยทุกคนใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ : ล้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดที่โลกมันจะดีขึ้นได้’ ซึ่งจัดพิมพ์เป็นหนังสือตามที่ท่านได้ถืออยู่นี้

หอจดหมายเหตุ พุทธทาส อินทปัญโญ จึงขอเลือกจัดพิมพ์ธรรมกถานี้เป็นหนังสือเล่มหนึ่งในวาระของการจัดตั้งและเปิดดำเนินการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ในปี ๒๕๕๓ นี้ ด้วยมุ่งหวังให้เป็น ‘อีกเล่ม’ สำหรับคนรุ่นใหม่ ๆ ได้ใช้ในการศึกษา ค้นคว้าและประกอบการปฏิบัติทั้งในระดับของศีลธรรม(โลกิยธรรม)และโลกุตตรธรรม รวมทั้งเพื่อเป็นการเชื้อเชิญยุวชนคนใหม่ ๆ ในรุ่นหนุ่มสาวมาเข้าใช้หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญแห่งนี้ ที่มุ่งหมายให้เป็นสถานบันเทิงธรรม ในรูปแบบของ Spiritual Edutainment & Fitness Center ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ให้สมกับที่ได้รับฉันทานุมัติจาก สวนโมกขพลาราม และ คณะธรรมทาน แห่งอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งการเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนจากมหาชน ตลอดจนองค์กรธรรมภาคีมากมายในการก่อสร้างเป็น ‘สวนโมกข์กรุงเทพ’ ณ สวนวชิรเบญจทัศ ภายในอุทยานสวนจตุจักรอันร่มรื่น ที่รัฐบาลไทย กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และ กรุงเทพมหานคร น้อมเกล้า ฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ ให้ก่อสร้าง

หวังให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชื้อเชิญท่านทั้งหลายเข้ามาช่วยใช้หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ แห่งนี้ อย่าให้เป็นไปในลักษณะ ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’ อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสล้อดักคอไว้ ทั้งนี้หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้รำลึกถึงแบบอย่างที่ท่านอาจารย์ได้ลงท้ายในธรรมกถานี้ว่า ‘อาตมาสรุปความว่า มีความจริงใจ มีความเสียสละ มีความอุทิศเพื่ออุดมคตินี้จริง ๆ เพื่อจะยืนยันว่าอาตมานี้ได้ทำสุดความสามารถแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนพยายามทำให้สุดความสามารถจริง ๆ ด้วยกันทุกคน อาตมายืนยันว่าได้ทำสุดความสามารถ ไม่เสียทีที่ว่าได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลหลายคนและหลายฝ่าย บางคนก็หุงข้าวให้กิน บางคนก็ให้สตางค์ใช้ บางคนก็ช่วยเหลือทุกอย่าง ให้เกิดความสะดวกสบายเกี่ยวกับปัจจัยสี่ บางคนก็สนับสนุนด้วยกำลังทุกอย่างรอบด้าน แม้ที่สุด บางคนอุตส่าห์ให้เกียรติยศความเคารพนับถือ เพราะเราไม่มีอะไรจะให้มากกว่านั้น ก็เรียกว่าเป็นการให้ที่อาตมายอมรับรู้และขอบคุณ แล้วก็สนองตอบด้วยความยืนยันว่า อาตมาจะทำให้สุดความสามารถ สมตามที่เขาไว้วางใจ ด้วยความระมัดระวังสุดความสามารถตลอดเวลาจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต นี่จะไม่เหลวไหล จะทำให้สุดความสามารถ ให้สมกับที่ทุกคนให้ความช่วยเหลือ หรือให้อะไรก็ตาม จะได้รับผลเกิดขึ้นตามสมควรแก่เหตุปัจจัยหรือการกระทำนั้น ๆ เราคงจะได้รับผลตอบแทนกันบ้างเป็นแน่นอน แม้ว่าจะไม่ได้รับเต็มที่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อาตมาก็ยืนยันว่าทำสุดความสามารถที่จะทำได้ แม้ในวันนี้ที่จะสนองความประสงค์ของท่านทั้งหลาย’

สวนโมกขพลาราม และ คณะธรรมทาน
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
พฤษภาคม ๒๕๕๓

คัดจากบทนำหนังสือ โลกมีสันติได้ด้วยทุกคนใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ : ล้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดที่โลกมันจะดีขึ้นได้

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

“ผลิตได้ ใช้เป็น” ที่ดอนหาร


...ตัวแบบชุมชนชีวภาพที่สุราษฎร์

ไพโรจน์ สิงบัน
เพลินสถาน สวนสร้างสุขหมากปาล์มเมืองนคร

“ชีวภาพที่ดอนหารสามารถเกิดขึ้นและขยายเครือข่ายกว้างทั่วอำเภอ เนื่องจากมีผู้นำที่เชื่อมั่น และมุ่งมั่นศึกษาทดลองใช้ เมื่อได้ผลก็อยากให้คนอื่นใช้ด้วย โดยทำแจกให้ไปลองใช้ หลังจากนั้นก็เริ่มส่งเสริมให้ทำกันเอง ถ้าใครไม่ทำก็ชื้อหาของสมาชิกกลุ่มได้”

ชุมชนดอนหารกับการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยม
บ้านดอนหาร หมู่ที่ ๒ ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่บนพื้นที่ทำเลทองของผู้คนในสมัยก่อนได้เลือกตั้งหมู่บ้านบนพื้นที่สูงมีบึงหรือหนองน้ำอยู่ด้วย เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการใช้น้ำและการทำการเกษตร ซึ่งโดยมากหมู่บ้านในภาคใต้ที่มีคำว่า “ดอน” ประกอบในชื่อหมู่บ้านก็มักจะมีทำเลที่ตั้งคล้ายในลักษณะนี้
ชุมชนดอนหารมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าเขาและทรัพยากรทะเลที่สวยงาม เพียงห่างออกไป ๑๐ กิโลเมตร ก็ถึงท่าเทียบเรือเฟอรี่ข้ามฟากไปเกาะสมุย ในแต่ละวันท่าเทียบเรือเฟอรี่จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเพื่อจะเดินทางข้ามฟากไปเที่ยวยังเกาะสมุย ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเริ่มลุกลามไปเข้าสู่ชุมชนใกล้เคียง
ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบขายทุกอย่างที่ขายได้ และอุตสากรรมต่อเนื่องที่ตามมา ไม่ว่าเรื่องการก่อสร้าง ที่ต้องมีการสัมปทานหินปูนในบริเวณแถบนี้ เพื่อทำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ขุดหินอุสาหกรรม หินอ่อน แร่โดโลไมต์ เพื่อนำไปใช้ในระบบอุตสาหกรรม ทำให้ระบบธรรมชาติที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรแถบนี้มาช้านานต้องถูกบีบทำลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ถึงแม้ชาวบ้านจะพึ่งพาหาอาหารจากป่าไม้ ป่าชายเลน แหล่งน้ำ และสัตว์น้ำ ก็ต้องถูกแย่งชิงไปจากชุมชนทั้งที่เขาเฝ้าดูแลรักษามาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นทุนเดิมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สวนยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของอำเภอดอนสัก ตามมาด้วยการปลูกปาล์มน้ำมัน การทำประมง ส่วนเกษตรกรชาวดอนหารในปัจจุบันมีที่ดินถือครองต่อครอบครัวไม่มากนัก ๕- ๑๐ ไร่ ได้เปลี่ยนอาชีพการเกษตรแบบพึ่งตนเองไปเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น การทำการเกษตรของเกษตรกรยุคใหม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากกว่าการพึ่งพาตนเอง เริ่มตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ต้องจ้างรถไถรถแทรกเตอร์ เข้ามาทำการไถปรับสภาพพื้นที่ การปลูกและดูแลรักษาต้องพึ่งพาสารเคมี ยากำจัดวัชพืช ยากำจัดศัตรูพืช ตลอดถึงปุ๋ยเคมี เมื่อเก็บผลผลิตได้ก็ถูกพ่อค้าเป็นผู้กำหนดราคาให้อีก

ผู้นำแห่งยุค...ก่อกำเนิดชีวภาพบ้านดอนหาร
ผู้ใหญ่วิไล นวลมุสิก ผู้ใหญ่บ้านดอนหาร ผู้สืบทอดสายเลือดนักปกครองจากพ่อเฒ่าซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และสายเลือดปู่ที่เป็นผู้นำธรรมชาติมาก่อน ซึ่งรู้และเข้าใจปัญหาของชุมชนอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังเป็นแกนนำในการต่อสู้เรื่องการอนุรักษ์ป่าชายเลนและยังเป็นกรรมการเครือข่ายภาคประชาชนอีกหลายเครือข่ายของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งสมบารมีและทุนทางสังคมจนเป็นที่ยอมรับ
เมื่อตนเองได้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งอย่างเป็นทางการที่ประชาชนได้คัดสรรมาแล้ว จึงคิดหาทางตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่ตนเองอาศัยอยู่และตอบแทนราษฎรในชุมชนที่ให้โอกาสเลือกตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำ แนวคิดเรื่องเกษตรชีวภาพจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองของผู้ใหญ่วิไล แต่เริ่มแรกยังจนปัญญาเพราะไม่รู้จะไปหาข้อมูลที่เป็นรูปธรรมได้จากที่ไหน ได้ฟังแต่เขาว่า...ยังไม่เคยไปเห็นการทำจริงบังเอิญได้พบกับ คุณประนอม ฤทธี คณะทำงานเครือข่ายเกษตรชีวภาพภาคใต้ ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การสนทนาเริ่มออกอรรถรสเพราะกำลังพูดคุยกันอยู่ในทิศทางเดียวกัน คุณประนอมจึงได้แนะนำให้มาศึกษาดูงานการทำปุ๋ยชีวภาพที่วัดป่ายาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้ว ผู้ใหญ่วิไลไม่รอช้าหาเวลาว่างขับรถไปที่วัดป่ายางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พบกับพระสุวรรณ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดป่ายาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระนักพัฒนาเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มการทำปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพรูปแรกให้กับชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พบปะพูดคุยกันอย่างถึงพริกถึงขิง เกี่ยวกับกระบวนการผลิตปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพไว้ใช้เองของชุมชน และได้พูดคุยถึงการขับเคลื่อนเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพของชุมชนวัดป่ายาง พร้อมกับเชิญชวนให้ผู้ใหญ่วิไลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการทำปุ๋ยชีวภาพด้วยเพื่อจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เรื่องดี ๆ แบบนี้มีหรือที่คนอย่างผู้ใหญ่วิไลจะปฏิเสธ

เข้าร่วมเครือข่ายเกษตรชีวภาพ...ดับบ้านดับเมือง
หลังกลับจากวัดป่ายางในวันนั้น ผู้ใหญ่วิไล ได้ซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพชนิดอัดเม็ด น้ำหมักชีวภาพและกากน้ำตาล กลับติดรถไปที่บ้านของตนเองในอำเภอดอนสัก เพื่อกลับไปทดลองใช้ในสวนของตนเองก่อน เมื่อกลับไปถึงได้นำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพที่ซื้อมาไปทดลองใช้กับสวนยางพาราของตนเองทันทีในพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ และได้ใช้น้ำหมักชีวภาพที่ซื้อมาจากวัดป่ายางฉีดพ่นไปด้วย โดยใช้น้ำหมัก ๑ ลิตร ผสมน้ำ ๒๐๐ ลิตร ฉีดพ่นทุก ๑๕ วัน ส่วนกากน้ำตาลที่ซื้อมาก็ได้นำไปทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เองโดยหมักไว้ ๒ ถังๆ ละ ๑๐๐ ลิตร (ใช้ปลา ๑๐ กิโลกรัม กากน้ำตาล ๑๐ กิโลกรัม น้ำสะอาด ๑๐๐ ลิตร ต่อ ๑ ถัง) หมักไว้ ๕ เดือนก็เริ่มนำไปใช้ได้แล้ว

มุ่งมั่นศึกษาทดลองใช้
แนวคิดเรื่องการพัฒนาชีวภาพที่ดอนหาร เริ่มต้นจากผู้ใหญ่ไลได้การศึกษาผลดี ผลเสียของชีวภาพ วิธีการใช้ วิธีการทำ และทดลองใช้ในสวนของตนเองก่อนเผยแพร่สู่เครือญาติ ซึ่งเป็นระยะก่อเกิดการรวมตัวผู้ร่วมใช้ รวมกันสั่งซื้อปุ๋ยชีวภาพจากวัดป่ายาง ต่อจากนั้นผู้ใหญ่ไลได้ใช้กระแสความสนใจของสมาชิกนี้ให้ความรู้ของเรื่องชีวภาพ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากผู้ซื้อเป็นผู้ผลิต โดยลงทุนจัดซื้อจัดหาวัสดุในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ ชักชวนสมาชิกร่วมทดลองทำน้ำหมักชีวภาพ ๒ ถังๆ ละ ๒๐๐ ลิตร
ในระยะนี้น้ำหมักชีวภาพที่ทำกันยังใช้ไม่ได้ ก็ได้สั่งซื้อจากวัดป่ายางเพื่อทำการเผยแพร่ทดลองใช้ให้คนในชุมชนยอมรับ ด้วยผู้ใหญ่ไลเป็นเสมือนแกนกลางของชุมชนที่หลายร้อยคนในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ และหลายเครือข่ายได้แวะเวียนมาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ไล ทุกคนก็ได้เห็นการใช้น้ำหมักชีวภาพ เห็นผลที่ใช้กับสวนยางดูสวยดี แต่น้อยคนนักที่จะเชื่อมั่น ดังนั้นผู้ใหญ่ไลจึงลงทุนซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงนำมาฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพที่ทำการหมักกันเอง และได้แจกจ่ายให้สมาชิกไปทดลองฉีดในสวนยางสวนปาล์มของตนเองโดยผู้ใหญ่ไลให้ยืมเครื่องฉีด และยังจัดสมาชิกไปช่วยกันฉีดด้วย เพียงแต่เจ้าของสวนจดบันทึกรายงานผลการฉีดน้ำหมักชีวภาพในแต่ละสวนเพื่อนำมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในสมาชิก
หาความรู้เพิ่มเติม...ขอร่วมวงฅนชีวภาพ
จากการที่ได้เริ่มทดลองทำและใช้ปุ๋ยชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพมาได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเริ่มทำเมื่อประมาณปี ๒๕๔๖ พอย่างเข้าปี ๒๕๔๗ ระหว่างวันที่ ๑-๒ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ผู้ใหญ่วิไล ได้คัดเลือกตัวแทนจากชุมชนบ้านดอนหารเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกษตรชีวภาพกับอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร จากมูลนิธิ กสิกรรมธรรมชาติ นอกจากฝึกอบรมเกี่ยวกับการทำปุ๋ยชีวภาพแล้ว ยังสอดแทรกการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับการฟื้นฟูกู้แผ่นดินตลอดถึงการรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนไปด้วยอย่างกลมกลืนซึ่งกันและกัน
หลังเข้ารับการอบรมมาแล้วชุมชนดอนหารภายใต้แกนนำของผู้ใหญ่วิไล เริ่มขยับขับเคลื่อนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และน้ำหมักชีวภาพ เริ่มมีการประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในชุมชนได้ทราบถึงผลที่ได้มาจากการปฏิบัติจริงของตนเองที่ได้ทดลองใช้ในสวนยางพาราหลังจากใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพไปได้ประมาณ ๑๕ วัน คนกรีดยางบอกว่าเปลือกยางเริ่มนิ่มขึ้น เป็นบทเรียนแรกที่เพิ่มกำลังใจให้ต่อสู้กับสภาพแวดล้อม ระยะแรกฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพทุก ๑๕-๒๐ วัน ระยะเวลาให้หลังประมาณ ๖ เดือน เห็นผลชัดเจนต้นยางพาราดูด้วยสายตามีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น เปลือกยางนิ่มขึ้น และที่เห็นชัดเจนปริมาณน้ำยางเพิ่มขึ้นด้วย จึงได้ขยายความคิดออกสู่ชุมชน ให้ผู้คนที่สนใจมาเอาน้ำหมักที่บ้านตนเองไปทดลองใช้ก่อนที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเองพูด


ขับเคลื่อนชีวภาพของชุมชนบ้านดอนหาร
ผลจากผู้ใหญ่บ้านทดลองใช้ชีวภาพเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม หลายคนเริ่มสนใจเข้ามาหาน้ำหมักชีวภาพจากบ้านผู้ใหญ่ไปใช้ ชุมชนบ้านดอนหารเองใช้เวทีของกลุ่มออมทรัพย์ที่มีอยู่แล้วเป็นเวทีพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดการใช้ชีวภาพควบคู่กันไปด้วย ทั้งการใช้กับพืช สัตว์ และใช้ในครัวเรือน สอดแทรกไปกับการสนทนาปัญหาต่างๆ ของชุมชน ทำให้เรื่องของชีวภาพในชุมชนบ้านดอนหารเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น
ปัญหาจากการทำน้ำหมักชีวภาพจุดเดียวที่บ้านผู้ใหญ่ ช่วงแรกมีคนใช้กันมาก แต่ขาดคนที่จะทำใช้เอง เลยมีการปรับยุทธวิธีใหม่ได้กระจายจุดทำน้ำหมักชีวภาพของชุมชนออกไปอีก ๔ จุด รวมเป็น ๕ จุด โดยใช้ที่บ้านนายประโลม รอดนิตย์ บ้านนางวันเพ็ญ นิยกิจ บ้านนางวันเพ็ญ วิชัยดิษฐ์ บ้านนายสมพร ช่วยรอด และบ้านผู้ใหญ่วิไล นวลมุสิก ปรากฏว่าหลังจากทำน้ำหมักชีวภาพเสร็จมีผู้ที่สนใจไปเอาน้ำหมักใช้น้อย มีเฉพาะที่บ้านผู้ใหญ่ที่มีผู้สนใจเข้าไปเอาน้ำหมักชีวภาพใช้มากกว่าบ้านอื่น อาจเป็นเพราะความเกรงอกเกรงใจ ตามแบบฉบับนิสัยของคนไทยที่ไปเอาบ้านผู้ใหญ่กันมาก เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวผู้นำของเขา
กระจายการทำน้ำหมักชีวภาพ
ถึงวันนี้การใช้ชีวภาพของชุมชนบ้านดอนหาร เริ่มมองเห็นอนาคต เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลดอนหารเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวภาพของชุมชนได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมทำน้ำหมักชีวภาพของชุมชนให้ขยายมากขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยได้ทุ่มงบประมาณให้มา ๒๕,๐๐๐ บาท เพื่อซื้อเครื่องฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ๑ เครื่อง ให้ซื้อถังพลาสติกขนาด ๑,๐๐๐ ลิตร ๑ ในและถังพลาสติกขนาด ๒๐๐ ลิตรอีก ๒๐ ใบ เพื่อนำไปให้ชุมชนได้ขยายจุดทำน้ำหมักชีวภาพให้ครอบคลุมถึงครัวเรือนแต่ละครัวเรือนเพื่อความหลากหลายในชุมชนมาถึงวันนี้ชุมชนบ้านดอนหารมีคนสนใจใช้ชีวภาพทั้งแบบที่ทำเอง ใช้เอง ไม่ได้ทำเอง (ซื้อเขามา) แต่ก็นำชีวภาพเข้ามาใช้มีทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า ๔๐ ครัวเรือน ซึ่งวิธีการใช้ของแต่ละครัวเรือนไม่เหมือนกัน บ้างก็นำไปใช้ในสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน สวนผลไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว ใช้เพื่อเลี้ยงสัตว์ ตลอดถึงการใช้ในครัวเรือน เช่น การใช้ล้างห้องน้ำห้องส้วม เป็นต้น

คนหาญที่ดอนหาร
ลุงประโลม รอดนิตย์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ใช้ชีวภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี ใช้ในสวนปาล์มน้ำมัน ๑๐ ไร่ ซึ่งเป็นปาล์มน้ำมันอายุ ๓ ปี ปลูกครั้งแรกยังไม่รู้จักชีวภาพ ใช้ปุ๋ยเคมีเหมือนชาวสวนทั่วๆ ไป เมื่อได้มาเรียนรู้เรื่องชีวภาพกับผู้ใหญ่วิไล ก็ได้กลับไปทำปุ๋ยชีวภาพใช้เอง โดยทำน้ำหมักชีวภาพสูตรที่ผู้ใหญ่แนะนำ เมื่อได้น้ำหมักชีวภาพแล้วจะนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักแห้งด้วย โดยใช้ขี้วัว ขี้ไก่ แกลบ และรำข้าวนำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพที่เจือจางด้วยน้ำพอประมาณ กองทิ้งไว้ ๗-๑๕ วัน ให้อุณหภูมิในกองเย็นลงเป็นปกติจึงนำไปใช้กับปาล์มน้ำมัน ปีละ ๒ ครั้ง พร้อมทั้งฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพตามไปด้วย ตั้งแต่ปลูกปาล์มได้ ๓ ปี ใช้ปุ๋ยเคมีไปครั้งเดียว ก่อนที่จะมารู้จักกับปุ๋ยชีวภาพ ตอนนี้ปาล์มเริ่มให้ผลผลิตแล้ว “เมื่อก่อนผืนดินตรงนี้น้ำท่วม ๓ ครั้ง นำรถไปไถแทบไม่ลง หลังจากใช้ปุ๋ยชีวภาพดูแล้วดินจะร่วนซุยมากขึ้น” คุณลุงประโลม กล่าวด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ทำมากับมือ ส่วนคุณสมพร ช่วยรอด ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพกับสวนยางพารา แต่เขาจะซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพสำเร็จรูปมาใช้ทางพื้นดินและทำน้ำหมักชีวภาพเองเพื่อฉีดพ่นในสวนยางพารา ใช้มาประมาณ ๒ ปี รู้สึกว่าต้นยางสมบูรณ์ขึ้น เปลืองยางนิ่มขึ้น น้ำยางมีเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญปัญหาต้นยางยืนต้นตายไม่มี มาที่ คุณบุญเนือง จันทะ ได้ใช้ปุ๋ยชีวภาพแห้งและน้ำหมัก ชีวภาพในสวนยางพาราและสวนมังคุด เขายืนยันมาอย่างหนักแน่นว่ามีมังคุดที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากทดลองใช้ชีวภาพ มังคุดผลโตขึ้น ผิวเกลี้ยงเป็นมัน จากที่เคยมียางไหลอาการยางไหลก็หมดไป รสชาติหวานกรอบ ขายได้ราคา ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาให้ผู้อ่านได้สัมผัสถึงผลจากการใช้ชีวภาพในไร่นาจากผู้ปฏิบัติจริงเพียงบางส่วน
นอกจากนั้นยังมีอีกหลายคนที่นำชีวภาพเข้าไปใช้กับการเลี้ยงสัตว์อย่างคุณประนอม หมุนเหลาะ เลี้ยงแม่หมูอยู่ ๔ ตัว พ่อหมูอีก ๑ ตัว รวมทั้งเลี้ยงลูกหมูและหมูขุน รวมกันทั้งหมดประมาณ ๓๐ ตัว หลังจากต้องประสบกับปัญหากลิ่นจากเล้าหมู และแมลงวันรบกวนบ้านตนเอง แล้วยังลุกลามไปถึงบ้านข้างเคียง หลังได้มาศึกษาเรื่องชีวภาพกับผู้ใหญ่ก็ได้กลับไปทดลองใช้กับการเลี้ยงหมูโดยส่วนหนึ่งผสมน้ำให้หมูกินวันละครั้ง บางครั้งก็ผสมลงในอาหารบ้าง แล้วแต่สะดวกอีกส่วนหนึ่งใช้ผสมน้ำล้างคอกทำความสะอาดคอกหมู สามารถลดปัญหาเกี่ยวกับกลิ่นและแมลงวันลงไปได้มากทีเดียว อยากแนะนำให้คนที่มีปัญหาลองทดลองใช้ดูบ้าง ส่วนคุณพิศาล ชามุสิก เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวก็ไม่น้อยหน้า เห็นว่าวัวที่เลี้ยงอยู่ผอมลงทุกวัน ลองนำน้ำหมักชีวภาพไปผสมน้ำให้วัวกินหลังจากใช้ไประยะหนึ่งเริ่มสังเกตดู ระบบการขับถ่ายของวัวดีขึ้น บางครั้งมีพยาธิออกปนมาด้วย วัวที่ผอมอยู่เริ่มอ้วนขึ้น กลิ่นขี้วัวก็ลดลง เขาฝากบอกมา ใครสนใจนำไปทดลองใช้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ มาที่ คุณป้าชุมพู พันธุ์บุญ ผู้คร่ำหวอดอยู่กับวงการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ก็สนใจเรื่องชีวภาพไม่น้อย ทดลองใช้มาจนประสบความสำเร็จอย่างเยี่ยมยอด คุณป้าบอกว่า ดินขี้เลนที่ขุดลอกขึ้นมาจากบ่อเลี้ยงกุ้งไม่มีกลิ่นเหม็นไม่เกิดแก๊สพิษหากใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมกับการเลี้ยงกุ้งโดยใช้น้ำหมักชีวภาพในอัตราประมาณ ๒ ลิตร/ไร่ ใช้ได้ตามความเหมาะสม คุณป้ายังฝากบอกเคล็ดลับมาเพิ่มว่า หากตัวกุ้งที่เลี้ยงสกปรกมาก น้ำหมักที่จะนำมาใช้ปรับสภาพน้ำต้องมีส่วนผสมของสับปะรดด้วย จะมีประสิทธิภาพสูง หากกุ้งที่เลี้ยงไม่ขับถ่าย น้ำหมักชีวภาพที่นำมาใช้ควรมีส่วนผสมของมะละกอลงไปด้วย จึงจะได้ผล ยังไม่หมดแค่นี้คุณป้ายังสาธยายต่อว่าตนเองเลี้ยงกุ้งไม่เคยพึ่งพายาเคมีเลย กุ้งป่วยไม่สบายก็นำฟ้าทะลายโจร ลูกยอ มาต้มผสมอาหารให้กุ้งกิน กุ้งสามารถเจริญเติบโตได้ดี นำไปตรวจวิเคราะห์ไม่พบสารตกค้าง แต่วันนี้มีปัญหาอยู่อย่างเดียวที่การเลี้ยงกุ้งต้องหยุดชะงักชั่วคราวกับปัญหาน้ำมันที่แพงขึ้นมาทุกวัน ยังไม่มีอะไรมาทดแทนในเวลานี้ (วันนี้ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ น้ำมันดีเซลราคา ๒๘.๒๐ บาทต่อลิตร)
บทเรียนจากการขับเคลื่อนของเครือข่ายเกษตรชีวภาพ
ชุมชนบ้านดอนหารเป็นชุมชนแรกในอำเภอดอนสักที่ก่อให้เกิดการรวมตัวเพื่อขับเคลื่อนเกษตรชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แกนนำอย่างผู้ใหญ่วิไล นวลมุสิกและได้รับแต่งตั้งให้เป็นวิทยากรกระบวนการแผนแม่บทชุมชนของอำเภอดอนสัก ทำให้มีโอกาสได้บอกกล่าวแผ่ขยายกิจกรรมชีวภาพไปสู่ชุมชนใกล้เคียง คือ ชุมชนไชยคราม ชุมชนชลคราม ชุมชนปากแพรก ก่อให้เกิดกลุ่มชีวภาพขึ้นมาหลายแห่งในระยะแรกของการเผยแพร่ แต่ยังไม่ซึมลึกไม่เกิดกระบวนการที่แท้จริงอย่างชุมชนดอนหารอาจเป็นเพราะว่าแต่ละชุมชนยังค้นหาผู้นำที่แท้จริงยังไม่พบทำให้กระบวนการขับเคลื่อนระดับชุมชนต้องชะงักไป มีเพียงชุมชนดินแดงเพียงชุมชนเดียวที่พยายามประคับประคองตนเองเข้ามาเป็นเครือข่ายกับชุมชนดอนหารเพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องเกษตรชีวภาพต่อไป
แนวคิดการกระจายแยกจุดการทำกิจกรรมชีวภาพในชุมชน นอกจากเป็นการแยกเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เรื่องชีวภาพในชุมชนแล้วนั้น ยังเป็นการแยกเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลายเกิดกลุ่ม เกิดกิจกรรมย่อยกระจายขยายฐาน แต่ในทางปฏิบัติสมาชิกยังคงใช้น้ำหมักชีวภาพจากจุดที่บ้านผู้ใหญ่ไล เหมือนเดิม ซึ่งเป็นบทเรียนหนึ่งของชุมชนที่แสดงให้เห็นว่า การก่อเกิดกลุ่มในชุมชนนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด ความเชื่อความศรัทธาต่อผู้นำและความเป็นคนเอาธุระกับส่วนรวมของผู้นำ เป็นปัจจัยหลักของการขับเคลื่อนกิจกรรม ส่วนเรื่องการจัดการ เรื่องการเงิน หรือเรื่องอื่นๆ ต่างเป็นปัจจัยรองลงมา
ความน่าสนใจบทเรียนที่ดอนหารนอกจากในตัวผู้นำที่มีความมุ่งมั่นสร้างการเรียนรู้การยอมรับเรื่องชีวภาพให้กับชุมชนแล้ว ยังพบกลยุทธ์ในการเผยแพร่เรื่องชีวภาพที่สำคัญ คือ เริ่มจากการศึกษาตัวสินค้า(ชีวภาพ)ให้เข้าใจ ทั้งผลดีผลเสีย การทดลองใช้เอง ทำเอง จนมีความมั่นใจ จึงขยายให้กับกลุ่มญาติมิตรที่พอจะชักชวนกันได้ หลังจากนั้นเริ่มใช้กระบวนการกลุ่มในการกระจายใช้กลไกการตลาดแบบเครือข่าย ขยายเข้าสู่สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ที่ผู้ใหญ่ไลเป็นแกนนำ มีการสอดแทรกเรื่องนี้ให้อยู่ในวาระการประชุมเป็นประจำ สร้างการยอมรับโดยการแจกให้ไปทดลองใช้ก่อน ส่งเสริมการใช้น้ำหมักชีวภาพด้วยการตั้งทีมงานเพื่อรับฉีดน้ำหมักขึ้น หลังจากนั้นเริ่มลดการแจก และให้รวมกลุ่มกันผลิตโดยแยกออกเป็น ๕ จุด แต่ถ้าใครไม่ร่วมผลิตก็สามารถซื้อผ่านระบบสมาชิกของกลุ่มได้ โดยคาดหวังว่าจะทำให้ชุมชนดอนหารสามารถพึ่งตนเองได้ในเรื่องนี้

เปิดตำราเกษตรชีวภาพที่นอกไร่

เมื่อชาวบ้านชาวสวนหาญกล้าชี้นำนายอำเภอ
เปิดตำราเกษตรชีวภาพที่นอกไร่...จนขยายทั่วทั้งลานสกา เมืองนคร

ไพโรจน์ สิงบัน
เพลินสถาน สวนสร้างสุขหมากปาล์มเมืองนคร



กว่าจะมาเป็นบ้านนอกไร่
บ้านอกไร่ตั้งอยู่ที่ หมู่ ๑ ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา สวนผลไม้ และสวนสมรม มีชีวิตเรียบง่าย พอเพียง ตามวิถีคนใต้
ชุมชนบ้านนอกไร่เกิดจากการขยายพื้นที่ทำกินของคนชุมชนบ่อน้ำซับอันเป็นชุมชนเก่าแก่ริมฝั่งคลองเสาธง เริ่มต้นบุกเบิกแผ้วถางป่าเพื่อปลูกข้าวไร่ หลังเก็บเกี่ยวข้าวไร่ ก็จะปลูกพืชล้มลุกแซมสลับกับปลูกพืชยืนต้นประเภทไม้ผลชนิดต่างๆ ตามที่เสาะหามาได้ในท้องถิ่น เช่น ไม้ผลโต ลูกดก รสชาติดี สีสันสวยงาม เป็นต้น จะถูกนำไปปลูกตามตอไม้ใหญ่ที่ถูกตัดโค่นไปใช้สอยในครั้งก่อนแล้ว เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการจดจำ ว่าได้ปลูกต้นอะไรไว้ตรงไหน เมื่อหาพันธุ์พืชชนิดได้มาก็ทยอยปลูกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเต็มพื้นที่
การดูแลรักษาเพียงเข้าไปตัดเถาวัลย์บ้างเป็นครั้งคราว ส่วนพืชล้มลุกก็มีการปลูกกล้วยไว้เป็นพืชประธาน ด้านล่างก็ปลูกพืชไร่ประเภทแตงไร่ มันขี้หนู (มันทางภาคใต้) มันเคย มันหอม การปลูกพืชไร่อายุสั้น ๖ เดือน – ๑ ปี ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ช่วงระยะเวลาปลูกพืชไร่ล้มลุก จะเป็นการดูแลรักษาบำรุงพืชยืนต้นที่ปลูกไว้ในครั้งแรกไปด้วยในตัว
หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตจากพืชไร่แล้วพื้นที่จะถูกปล่อยให้รกร้างเป็นสภาพป่า เรียกว่า “ป่าไส” ชาวบ้านจะเข้าไปแผ้วถางป่าที่ปลูกต้นไม้ไว้ปีละ ๑ ครั้ง เรียกว่า “ล้มไส” เป็นการพลิกสภาพของป่าใสให้กลายมาเป็นสวนผลไม้ที่ได้นำไปปลูกไว้ในครั้งแรก การสร้างสวนผลไม้ จะมีลักษณะผสมผสานปนเปกันไปไม่มีการวางแผนไม่มีการวางแนววางแถวอย่างเป็นระบบ เป็นการอยู่อย่างผสมผสานบนความหลากหลายทางธรรมชาติที่อยู่อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ชาวบ้านเรียกการทำสวนแบบนี้ว่า “สวนสมรม”
ในสวนสมรมนั้นจะมีความหลากหลายของพืชผลพันธุ์ไม้ ทำให้มีพืชผลไม้กินตลอดปี ส่วนเหลือจะนำลงเรือเหนือไปแลกเปลี่ยนฝากพี่น้องเพื่อนเกลอ ที่อำเภอชะอวด อำเภอปากพนัง ซึ่งเป็นเพื่อนเกลอนา และเกลอเล ส่วนพวกตนที่อาศัยบนเขาทำสวนก็จะถูกเรียกเป็น “ไอ้เกลอเขา”
เรือเหนือจะล่องตามคลองเสาธงผ่านภูเขา คดโค้งเลี้ยวไปตามแก่งหิน ถึงหน้าฝนน้ำจะเชี่ยว เรือจึงมีลักษณะท้องแบน แข็งแรง ใช้ใบกระแชงเย็บเป็นผืนมุงหลังคา ซึ่งเรียกกันว่า “เรือเหนือ” ล่องลงไปแต่ละคราวใช้เวลาหลายวัน จะมีข้าวของผลไม้เต็มลำเรือ ส่วนขากลับก็จะมีข้าว กะปิ เกลือ กุ้งแห้ง ปลาแห้ง กลับมาเป็นเสบียงแจกจ่ายกันในหมู่บ้าน

นายสิน จันทร์จรุง เป็นชาวชุมชนบ้านบ่อน้ำซับคนแรกที่เข้ามาหักร้างถาพงเพื่อมาสร้างสวน ความที่เป็นผู้มีวิชาด้านแพทย์พื้นบ้านและเป็นหมอกระดูกผู้เก่งกล้าทางวิชาอาคมคนหนึ่ง ก่อเกิดศรัทธาเป็นที่พึ่งของคนอื่น จึงมีคนเข้ามาสร้างสวนด้วยในภายหลัง ประกอบด้วย นายแดง โอฬาโร นายกลิ่น สินธู นายรุ่ง โอฬาร์พฤก นายครุฑ กาญจนานุกูล นายดับ มังกรฤทธิ์
สังคมบ้านนอกไร่ในรุ่นแรกๆ มีความเป็นญาติพี่น้องและมิตรเสมอญาติ ต่างก็ยอมรับนายสิน จันทร์จรุง เป็นผู้นำทั้งสิ้น ต่อมารุ่นลูก นายขวัญ จันทร์จรุง เป็นผู้สิบทอดความเป็นหมอกระดูกและแพทย์พื้นบ้าน กับทั้งยังเป็นคนขยันเอื้ออาทร ได้รับยกย่องให้เป็น ‘เกษตรกรคนขยันของชาติ’ รางวัลแหวนทองคำ นั้นคือรุ่นบุกเบิกจนปัจจุบันมาถึงรุ่นหลาน คือ นายสมบูรณ์ จันทร์จรุง ผู้ก่อตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์

ยุคสร้างสวน...ยางมาป่าหมด
พอถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพัฒนาการการเกษตรของชาวนอกไร่ และอาจจะเหมือนๆ กันทั่งภาคใต้ก็เป็นได้ คือ ในรุ่นปู่ที่หักล้าง ล้มไส ปลูกไม้ผลทดแทนจนเกิดเป็นสวนสมรม มีพืชพรรณหลายชนิดปลูกไว้กินโดยไม่ต้องซื้อหา ปลูกทุกอย่างที่กินได้ กินทุกอย่างที่ปลูก มีเหลือกินก็หยิบยื่นให้เพื่อนบ้าน ขาดแคลนขัดสนก็ขอแบ่งปันจากเพื่อนบ้าน ไม่มีเงินทองมากนักแต่ก็อยู่กินได้อย่างสุขสบาย ชีวิตเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยรักษากันด้วยสมุนไพรไทย ผนวกกับการแพทย์แผนไทยแบบโบราณ ไม่รู้จักยาเคมี ไม่รู้จักปุ๋ยเคมี ต้องการให้พืชพรรณที่ปลูกเจริญงอกงามก็หา “มายา” มาใส่ให้กับต้นพืชที่ปลูก
แต่พอความเจริญแพร่ขยายการทำการเกษตรแบบเดิมๆ ที่ปลูกกันอย่างสะเปะสะปะไม่ได้ระเบียบเริ่มถูกแทรกแซงด้วยการทำการเกษตรแผนใหม่ตามแบบฉบับของนักวิชาการผู้มีการศึกษาสูง เริ่มด้วยกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเข้ามาให้ความรู้ให้คำแนะนำในการทำสวนยางพาราสายพันธุ์ใหม่ๆ แทนสวนยางพาราที่ปลูกสายพันธุ์พื้นเมือง
และเนื่องจากเหตุการณ์วาตภัยครั้งร้ายแรงของจังหวัดนครศรีธรรมราช ๒๕๐๕ พืชผลชาวบ้านได้รับความเสียหายราบคาบ เพื่อฟื้นฟูความเสียหาย กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจึงได้เข้ามามีบทบาท ด้วยการให้เงินสงเคราะห์แก่ชาวบ้าน พร้อมสารพัดเงื่อนไข
ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขของกองทุนฯ มีการปลูกยางเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ ห้ามมีไม้ชนิดอื่นในสวนยาง ทำให้เกิดการตัดไม้ยืนต้นจำนวนมาก ต้องมีการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ตามที่ทางกองทุนฯกำหนดมา เกษตรกรยุคนั้นเห็นเป็นของใหม่ น่าจะดีกว่าการทำแบบเดิมๆ เลยเริ่มใช้เคมีเข้ามาในกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่ปุ๋ยเคมี เรื่อยมาถึงสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชสารเคมีปราบวัชพืช ไม่เว้น
การเกษตรแผนใหม่เน้นปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่คนรุ่นก่อนเก่าสร้างมา หวังขายผลผลิตจากพืชชนิดเดียวในปริมาณที่มาก ได้เงินมาเพื่อไปซื้อทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ ท้ายสุดก็ไม่ได้ดังหวัง พืชพันธุ์ประจำถิ่นที่เคยมีเคยกินกลับหายไป ดินแข็งกระด้าง น้ำที่เคยสะอาดกลับเจือปนด้วยสารพิษ การอยู่การกินต้องระวังสารตกค้างรอบด้าน ต่างจากวิถีของคนรุ่นปู่รุ่นย่า แม้ไม่มีเงินมากมายเช่นทุกวันนี้ แต่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสุขกายสบายใจ ไม่มีหนี้สินให้ใครตามทวง

ทบทวนตัวเอง...หวนนึกถึงยุคเกษตรธรรมชาติในรุ่นปู่
พอถึงทายาทคนนอกไร่ในรุ่นที่ ๓ ที่มีความผูกพันอยู่กับการเกษตรแผนใหม่ ทำตามอารยะธรรมแบบตะวันตกนิยมผลิตพืชเชิงเดี่ยว มีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาเคมี เครื่องทุ่นแรงชนิดต่างๆ เข้ามาใช้ในไร่นาเต็มกระบวนการเริ่มหวนกลับ คิดไปถึงคุณปู่ว่าเขาอยู่ได้กันอย่างไรในอดีตที่ไม่มีทั้งปุ๋ยเคมี ยาเคมี เครื่องจักรกลทางการเกษตร แต่เขาสามารถสร้างสวนเกษตรแบบธรรมชาติเป็นมรดกตกทอดมาให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยกันอยู่เฉกเช่นวันนี้
คนนอกไร่เริ่มรวมกลุ่มคิดกันใหม่ จะเปลี่ยนแปลงการเกษตรแผนใหม่(เคมี)มาสู่เกษตรธรรมชาติได้อย่างไร ซึ่งกระแสในเรื่องนี้เริ่มขยายวง เริ่มจากนโยบายจัดตั้ง “กลุ่มปรับปรุงคุณภาพยาง” ของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เพื่อต้องการให้เกษตรกรรวมกลุ่มขายผลผลิต ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย สหกรณ์ไม่รับยางจากกลุ่มของเกษตรกร ทำให้กลุ่มก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เพียงแต่ดำรงสภาพกลุ่มไว้ จนกระทั้ง หมอบูรณ์ - นายสมบูรณ์ จันทร์จรุง ทายาทรุ่นที่ ๓ ของตระกูล “จันทร์จรุง” ผู้สืบตำนานหมอกระดูกและแพทย์แผนพื้นบ้านต่อจากหมอขวัญ จันทร์จรุง ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเคยได้รับยกย่องให้เป็นเกษตรกรคนขยันของชาติได้รับรางวัลแหวนทองคำ จากผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนั้น ได้พบกับเจ้าหน้าที่ของกองทุนสวนยาง เมื่อถูกถามว่าต้องการให้หนุนอะไรบ้าง หมอบูรณ์บอกว่า อยากได้ความรู้เรื่องชีวภาพ เพราะเห็นจากโทรทัศน์ และขอให้เจ้าหน้าที่จดชื่อไว้ด้วย เพราะปกติมักจะมารับปากแล้วไป
ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้ประสานให้มีการอบรมเรื่องชีวภาพขึ้นจริง ได้ฝึกอบรมวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ที่สุกไว้ใช้ในไร่นาสูตร ๔ สุก ประกอบด้วย มะละกอสุก ๑ ส่วน กล้วยน้ำว้าสุก ๑ ส่วน ฟักทองสุก ๑ ส่วน สัปปะรดสุก ๑ ส่วน และหมักด้วยกากน้ำตาลในอัตรา ๓ : ๑ หมักไว้ ๑ เดือนขึ้นไป (ยิ่งนานยิ่งดี) ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะการใช้ “สูตรสี่สุก” นี้ฉีดแทนโฮร์โมนพืช เร่งดอก เร่งผล จากจุดนี้เริ่มมองเห็นช่องทาง มีคนเข้าร่วมอบรมประมาณ ๒๐ คน แต่หลังจากอบรมมีเพียง ๓ คน เท่านั้นที่ทำจริง หมอบูรณ์เป็น ๑ ในนั้น และได้เริ่มทำชีวภาพใช้เองตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นต้นมา
ด้วยความที่หมอบูรณ์เป็นคนพื้นบ้านที่พึ่งตนเองมาตลอด ชอบทดลองของใหม่ๆ เช่น สนใจเรื่องนวดก็ได้ร่ำเรียน จนเป็นหมอบีบ(นวด)ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย ชาวบ้านในหลายอำเภอในละแวกนี้หายจากอาการอัมพฤกษ์ เคล็ดขัดยอกด้วยฝีมือของเขาหลายร้อยคน และยังลงมือเจาะน้ำบาดาลใช้เองในสวนด้วย จนสามารถใช้ได้ตลอดปีไม่แพ้ที่ต้องจ้างคนอื่นมาเจาะเสียเงินเป็นหมื่น จากที่มีความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาในเบื้องต้นและสนใจเรื่องชีวภาพ หมอบูรณ์จึงเป็นผู้บุกเบิกการทำน้ำหมักชีวภาพในชุมชนและทดลองวิธีการใหม่ๆ สารพัดอย่างอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมขยายไปสู่การหมักพืชเพื่อใช้ทำน้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาซักผ้า เป็นต้น

หน่ออ่อนทางความคิด...กับหนทางแก้จน
หมอบูรณ์และเพื่อนๆ ที่ผ่านการอบรมได้ทำน้ำหมักชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งทำใช้เองและแจกญาติๆ และเพื่อนบ้าน ทำให้มีการใช้ชีวภาพแพร่หลายออกไป การใช้ปุ๋ยเคมีในสวนยางและสวนชะอมลดน้อยลง และบางรายเลิกใช้เคมีอย่างเด็ดขาด การใช้ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าหนอนหรือยาปราบแมลงต่างๆ ลดน้อยลงอย่างชัดเจน ซึ่งในตอนแรกมีสมาชิกกลุ่มหลังจากอบรมทำเพียงแค่ ๓ คน แล้วขยายเป็น ๒๓ คน จึงได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “กลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์” ที่มีหมอบูรณ์เป็นประธานกลุ่ม โดยมีที่ตั้งของกลุ่ม ณ บ้านหมอบูรณ์ ห่างจากปากทางเข้าที่เลี้ยวตรงข้างสถานีตำรวจอำเภอลานสกา ประมาณ ๑ กม. บนเส้นทางสายลานสกา – พระพรหม
ต่อมาช่วงประมาณ ๒๕๔๕ ทางชุมชนบ้านนอกไร่เริ่มสร้างศาลาเป็นที่ประชุมพบปะแลกเปลี่ยนแนวความคิดของคนในชุมชน ครั้งนั้นถูกสบประมาทจากบุคคลที่ไม่เห็นด้วยว่าไปไม่รอด ล้มเหลวตามเคย มาถึงช่วงปี ๒๕๔๘ ได้รับเงินอุดหนุนจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนมาก้อนหนึ่งเพื่อจัดซื้อวัสดุในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้ภายในชุมชน และในช่วง มี.ค. ๒๕๔๗ ชุมชนบ้านนอกไร่ได้รับการชักชวนเข้าร่วมโครงการ “ดับบ้านดับเมือง” โดยการชักนำของนายช่วน ยอดวิจารณ์ ซึ่งเคยรู้จักชุมชนนี้มาก่อนตั้งแต่ที่เขายังทำงานอยู่ในกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เมื่อลาออกจากงานประจำที่เคยทำแล้วได้มาร่วมงานในโครงการดับบ้านดับเมืองจึงเข้ามาชักชวนชุมชนบ้านนอกไร่ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
“พ่อเฒ่า” ผู้ซึ่งคร่ำวอดในวงการเกษตรมายาวนานตามอายุกว่าห้าสิบปี มีลักษณะเด่นด้วยสีผมดอกเลาแซมดำเป็นเอกลักษณ์ ฉายาที่น้องๆ เพื่อนร่วมงานดับบ้านดับเมืองยกให้น้าช่วน และในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่ มีประสบการณ์และคุ้นเคยกับชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนที่อยู่ในกองทุนสวนยาง จึงได้อาสาเข้ามาเป็นผู้ช่วยชุมชนของเครือข่ายนี้ เข้ามาช่วยตั้งถามทิ้งคำพูดแสบๆ เจ็บๆ คันๆ ชวนให้ชาวนอกไร่ได้คิดอยู่เรื่อย “พวกเติ้นอย่าทำแบบราชการ ต้องทำแบบชาวบ้าน” “ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเชิญอยากเรียนรู้ก็เดินมาเรียนกันเลย” “ต้องเรียนรู้ที่จะทำงานด้วยกันแบบพี่แบบน้อง ไม่มีใครเป็นหัวหน้าลูกน้อง” เป็นพูดที่ชาวนอกไร่จะได้ยินเป็นประจำจากพ่อเฒ่าคนนี้
นอกจากนี้ยัง คอยช่วยประสานงานให้กับชุมชนในกรณีการประสานกับองค์กรภายนอกที่เกินกำลังของชุมชน หรือในช่วงเริ่มต้นของการสานสัมพันธ์กับภายนอก เพราะกลัวว่าชุมชนจะเพลี่ยงพล้ำถูกครอบงำ แต่พอเดินกันได้แล้วก็ปล่อยให้ทำกันเอง และยังได้นำความรู้วิชาการต่างๆ จากภายนอกเข้ามาให้กับชาวนอกไร่อย่างต่อเนื่อง

เข้าร่วมกับขบวนดับบ้านดับเมือง...
ใช้เกษตรชีวภาพเป็นเครื่องมือสร้างสุขภาวะของชุมชน
ผู้คนในชุมชนบ้านนอกไร่ได้หวนคิดถึงอดีต และผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงพยายามแสวงหาแนวทางเพื่อผันตัวเองกลับไปสู่วิถีธรรมชาติ ท้ายสุดมีข้อตกลงร่วมกันใช้เกษตรชีวภาพเป็นเครื่องมือนำสู่สุขภาวะของชุมชน จากความคิดริเริ่มพัฒนาสู่กระบวนการร่วมคิดร่วมทำ ได้รับการหนุนเสริมต่อยอดจากเครือข่ายเกษตรชีวภาพ โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้(ดับบ้านดับเมือง-เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้) ตามแผนพัฒนาชุมชนเป็นสุขของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
ครั้งแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับการเข้าร่วมในโครงการดับบ้านดับเมือง (เครือข่ายเกษตรชีวภาพ) คิดว่าคงไม่ได้อะไร ตอบตกลงเข้าร่วมก็ไม่เสียหายอะไร
หลังจากที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากดับบ้านดับเมือง ก็ได้คัดเลือกแกนนำกลุ่ม ๙ คน รวมกับคณะทำงานเครือข่ายเกษตรชีวภาพอีก ๒ คน คือ น้าช่วนและโอม ไปร่วมเรียนรู้เรื่องเกษตรชีวภาพเพิ่มเติม จากอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ศูนย์ฝึกอบรมกสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง ในจังหวัดชลบุรีเป็นระยะเวลา ๔ วัน ๓ คืน โดยเข้าหลักสูตรฝึกอบรม “การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” พอผ่านหลักสูตรนี้เริ่มเห็นทางสว่างเกิดขึ้นในชุมชน จากคนที่ไม่เคยเชื่อเริ่มเชื่อในสิ่งที่ได้ไปพบเห็นและได้สัมผัส การเปลี่ยนแปลงในชุมชนเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แนวคิด “ร่วมกันรู้ –แยกกันทำ” ถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
ส่วนการสนับสนุนของเครือข่ายเกษตรชีวภาพก็มีอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านผู้ช่วยชุมชนที่ลงเกาะติดพื้นที่ และผ่านผู้นำชุมชนที่เชิญเข้าร่วมกิจกรรมการเสวนา จัดอบรมต่างๆ ของเครือข่าย โดยมีการจัดเป็นประจำที่ “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภาพและเกษตรผสมผสานจังหวัดนครศรีธรรมราช” ณ วัดป่ายาง หมู่ ๔ ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช อันมีพระอาจารย์สุวรรณ คเวสโก พระนักพัฒนา ซึ่งเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายทั้งเป็นที่ปรึกษา และประสานดำเนินการจัดฝึกอบรมอีกด้วย

ร่วมเรียนรู้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์
กลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์เป็นอีกหนึ่งที่มีสีสันการเรียนรู้เร้าใจท่านผู้ฟังอย่างยิ่ง สมาชิกจะนัดพบกันทุกวันที่ ๒๗ ของทุกเดือน เวลาค่ำๆ ตะวันโผล่เผล้ หลังจากพักหายเหนื่อยจากวิถีคนตัดยาง สมาชิกแต่ละคนหลังจากแยกกันไปผลิตและใช้ชีวภาพ ก็ได้นำเอาผลการเรียนรู้ ต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง
บรรยากาศการนั่งล้อมวงเสวนาภาษาชีวภาพกันอย่างออกรส ”วงคนอาด” ต่างคนต่างมุ่งมั่นอยากเรียนรู้ของเพื่อน อยากเล่า อยากบอกสิ่งที่ตนเองค้นพบ ยิ่งมีคนนอกวงมาร่วมด้วย ก็ยิ่งอยากเล่าด้วยสีหน้าแห่งความภูมิใจ ดวงตาฉายความปิติมุ่งมั่น...หรือนี่จะเป็นความสุขที่สุดของกลุ่มชีวภาพก็ได้

"...นี่ผู้ใหญ่หมู...นั่นผู้ช่วยหมา...นี่หมอน้ำหมัก..."
“แก่เป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่เนื่องจากแกได้ทดลองเอาเครื่องในหมูมาหมักชีวภาพ ชาวบ้านจึงเรียกแก่ว่า ‘ผู้ใหญ่หมู่’ส่วนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นั่นแกพิเรนทร์ กว่าเพื่อนเอาหมาที่โดนรถชนตาย มาทดลองหมักชีวภาพ ชาวบ้านจึงเรียกแกว่า ‘ผู้ช่วยหมา’ ส่วน ‘หมอน้ำหมัก’ เป็นฉายาของสมบูรณ์ จันทร์จรุง หมอพื้นบ้านที่เป็นผู้บุกเบิกทำน้ำหมักในชุมชน”

บรรยากาศการแนะนำตัวที่เป็นกันเอง สนุก เข้าใจทันที่ว่าคนกลุ่มนี้ ชั่งเป็นคนใฝ่ศึกษาใคร่รู้ เอาจริง มีเอกลักษณ์การเรียนรู้เฉพาะตัว และนี่เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ของมนุษย์ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
ระหว่างนี้เรื่องราวการทดลองชีวภาพของแต่ละคนก็ได้ทยอยเล่าสู่กันฟัง ออกมาไม่ขาดสาย เป็นเหมือนสังคมที่มีชีวภาพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“ทดลองเอาไปทาบริเวณกิ่งยอดอม ทำให้ตอนติดดีขึ้นมาก...”
“ผมใช้กับต้นยาง พอวันแรกเปลือกแข็ง แต่พอหลายวันที่สองเปลือกนิ่ม ตัดง่าย น้ำยางออกมาก...”
“เอาไปใส่ในจอกยาง พอเอาขี้ยางไปขาย ราคาต่างกันกันกิโลละตั้ง ๓ บาท...”
“ปีหน้าผมกะว่า พอมังคุดเป็นลุกจะฉีด อาทิตย์ละครั้ง เพราะเห็นใช้แล้วผิวมันสวยดี...”
“ตอนนี้กำลังเอาหนังวัวมาหมัก ทดลองแล...”
ฯลฯ

สมาชิกคนหนึ่งในวงเสวนา คือ นายวิชิต ชมกระบิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลขุนทะเล เป็นผู้ใหญ่หนุ่มไฟแรง เล่าให้ฟังว่า
“ผมไม่เคยเชื่อเรื่องชีวภาพและไม่เคยมีแนวคิดเรื่องนี้ แต่น้าบูรณ์เป็นญาติผู้ใหญ่ที่ผมให้ความเคารพนับถือ ผมจึงต้องฟัง น้าบูรณ์บอกว่าคนเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องรู้ทุกเรื่องที่ชาวบ้านเขาทำกัน ต้องรู้ให้ชัดสามารถบอกเล่าให้ผู้อื่นฟังได้ด้วย จึงตัดสินใจเข้ารับฝึกอบรมพร้อมกับคณะของน้าบูรณ์ร่วมกันในครั้งนั้น
ในวันแรกๆ ผมยังไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เขาพูดมากนัก แต่พอเริ่มเข้าวันที่ ๓ ของการฝึกอบรมเริ่มเข้มข้นขึ้นได้ข้อมูลมากขึ้น และได้ไปศึกษาดูการปฏิบัติจริงความคิดเริ่มเปลี่ยนแปลง หลังจากกลับมาจากการฝึกอบรมเป็นช่วงจังหวะเดียวกับการประกาศนโยบายของเกษตรอินทรีย์ของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับวิชาความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรม
กลับมาถึงได้ทดลองทำทันทีด้วยการหมักน้ำหมักจากหมูเป็นบทเรียนแรก หมูที่ผมเลี้ยงไว้เกิดตายขึ้นมาด้วยอาการรกติดค้างในท้อง เกิดความเสียดายขึ้นมาจึงนำหมูที่ตายมาหมักด้วยกากน้ำตาล จึงได้เป็นน้ำหมักชีวภาพจากหมู แล้วนำไปทดลองใช้เองและแบ่งให้ลูกบ้านไปทดลองใช้กับการปลูกพืชหลายชนิดเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้สนใจได้รับรู้เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างแท้จริง”

ส่วนนายอารักษ์ มังกรฤทธิ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเล หมู่ที่ ๑ พึ่งได้รับการเลือกตั้งมามาดๆ (๒๕๔๗) เพราะเป็น อบต. ชีวภาพ และเขาได้เล่าความเป็นมาของตนเองว่า
“ที่ผมได้มาเป็น ส.อบต. เพราะในช่วงที่หาเสียงเข้ารับเลือกตั้งเป็น ส.อบต. ผ่านบ้านน้าบูรณ์เห็นมีคนจับกลุ่มคุยกันอยู่หลายคน ผมเข้าไปกินข้าวบ้านน้าบูรณ์และได้นั่งฟังพอจับใจความได้ว่าเขากำลังสนทนากันในเรื่องเกี่ยวกับชีวภาพ และเขาพูดกันตอนหนึ่งว่าคนที่จะเข้ามาเป็น ส.อบต. ของที่นี่ จะต้องเลือกคนที่มีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับชีวภาพ ซึ่งเป็นวิถีเกษตรธรรมชาติแบบดั้งเดิม และเป็นคนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของน้ำหมักชีวีภาพอย่างแท้จริงสามารถนำไปถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้ได้ พวกเราถูกทอดทิ้งมานานแล้ว...”
ผมกลับมาคิดดูสรุปได้ว่า...ทางกลุ่มชาวบ้านเขาต้องมีแผนอะไรบางอย่างอยู่ในใจของเขา...ผมพยายามแสวงหาความรู้เกี่ยวกับชีวภาพ พยายามเข้าไปพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดกับผู้ที่ทำชีวภาพใช้กันบ้างแล้วในเวลานั้น พอได้ประสบการณ์มาบ้างถึงคราวเลือกตั้งก็ได้รับเลือกตั้งสมใจ...
ผมเป็นคนหนึ่งที่ประชุมลงมติถูกส่งไปฝึกอบรมพร้อมคณะที่จังหวัดชลบุรีในครั้งนั้น ช่วงที่ไปฝึกอบรมผมพยายามหาคำตอบให้ตัวเองว่าที่นั่นเขาทำประสบความสำเร็จได้อย่างไร เพื่อจะนำเอาประการณ์ในครั้งนี้มาถ่ายทอดให้กับชุมชนของตนเอง เขาสามารถทำดินที่ตายให้ฟื้นกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง เพราะ ‘เขาเชื่อมั่นในตัวเองว่าเขาทำได้’ เขาจึงทำประสบความสำเร็จ หลังกลับจากการฝึกอบรมในครั้งนั้นแล้ว ผมก็ได้รับการมอบหมายให้ทำงานในตำแหน่งผู้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เรื่องน้ำหมักชีวภาพของกลุ่ม”

กลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์ไม่ใช่มีแต่ผู้ชายเก่งแต่มีสมาชิกที่เป็นหญิงแกร่งหนึ่งเดียวที่ร้องขอเข้าร่วมอบรมชีวภาพที่จังหวัดชลบุรีเพราะความอยากรู้ด้วย คือ นางเสถียน โอฬาร์พฤกษ์ ประกอบกับเขาเองได้ทำชีวภาพอยู่ก่อนแล้ว ทำเพื่อไว้ขาย และต้องการไปอบรมเพื่อได้ความรู้มาปรับปรุงกิจการให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น แต่ผลที่ได้รับกลับมาผิดคาด เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนางเสถียนเอง
“โรงปุ๋ยชีวภาพที่บ้านที่เคยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขาย กลับกลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้สนใจ วิชาความรู้ที่ถูกปิดบังมานานกลับถูกถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้ทราบและนำไปปฏิบัติโดยไม่หวังผลกำไรทางธุรกิจอีกต่อไป” และเขายังพูดให้เพื่อนในเวทีฟังอย่างภาคภูมิใจว่า
“ถึงแม้รายได้ของครอบครัวจะหดหายไปส่วนหนึ่งแต่ก็พอใจกับการสร้างสุขให้เกิดในชุมชนที่ตนเองได้อาศัยผืนแผ่นดินอยู่”

และนายสุรเชษฐ์ กาญจนจรัส รองประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์ เขาเป็นคนนอกพื้นที่เพราะอาศัยอยู่ในหมู่ที่ ๒ ตำบลลานสะกา แต่สนิทชิดเชื้อกับครอบครัว “จันทร์จรุง” มานานตั้งแต่รุ่นก่อนเก่ามาแล้ว เขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้เข้ารับอบรมเรื่องชีวภาพที่จังหวัดชลบุรี เคยปลูกชะอมมานานด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี ยาเคมี (ยาฆ่าหญ้า) มาโดยตลอด ยิ่งใช้ดินยิ่งแข็งกระด้างต้องเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยมากขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตกลับไม่เพิ่มตาม มีคนแนะนำให้ใช้ชีวภาพ และต่อมาก็ได้รับความรู้จากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ ๔ สุก ก็สนใจทดลองทำใช้ตามคำแนะนำ แต่ยังไม่เกิดความคิดในการคิดแปลงสูตรต่างๆ ชะอมที่ปลูกไว้ประมาณ ๔ ปีมาแล้วที่ใช้ปุ๋ยเคมีมาโดยตลอด พอหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพในระยะเดือนแรกผลผลิตที่เคยเก็บได้ ๑๓๐ มัด ลดลงเหลือ ๑๒๐ มัด แต่พอสามเดือนให้หลังไปแล้วเก็บชะอมได้ครั้งละ ๖๐๐ มัด แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ถึงวันนี้ สุเชษฐ์ กาญจนจรัส ได้รับความรู้เพิ่มเรื่องของชีวภาพได้พัฒนาสูตรต่างๆ ขึ้นมาใช้หลายสูตรด้วยความสนใจอยากเป็นนักทดลอง นักเรียนรู้แล้วเขายังได้ดินมีชีวิตกลับคืน ได้ชะอมที่สมบูรณ์และปลอดภัยกลับคืน ได้ระบบนิเวศน์ทางผิวดินคืนกลับมาแต่ยังขาดผู้มีอุดมการณ์ร่วมในชุมชน จึงได้มาสมัครร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์ของชุมชนบ้านนอกไร่ หมู่ที่ ๑ ตำบลขุนทะเล มาจนถึงวันนี้

ความเปลี่ยนแปลงหลังเข้าร่วม “ดับบ้านดับเมือง”
หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการดับบ้านดับเมือง และได้เข้าไปอบรมการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตร “การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ จังหวัดชลบุรี หลังกลับมาผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนั้นได้นำความรู้ที่ได้รับรู้มาเผยแพร่ขยายพร้อมทั้งทดลองปฏิบัติอย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน จนเป็นที่ยอมรับของผู้คนในชุมชนและผู้คนรอบข้าง และกลุ่มเองก็ได้มีการขยายออกไปสู่หมู่บ้าน ตำบลข้างเคียง ด้วยแกนนำของกลุ่ม ๒ คน ได้ออกไปตั้งกลุ่มอีก ๒ กลุ่ม ที่บ้านในไร่ และที่หมู่ ๗ ตำบลขุนทะเล ซึ่งในแต่ละกลุ่มมีสมาชิกหลายสิบคน และกำลังแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเข้มข้น ในขณะที่ในไร่ได้สร้างที่ทำการกลุ่มแล้ว เพื่อเป็นที่พบปะอย่างถาวร พี่สุเชษฐ์ กาญจนจรัส แกนนำที่ไปตั้งกลุ่มบอกว่า
“ชุมชนในไร่เป็นชุมชนต้นน้ำคลองเสาธง ที่ผ่านมามีการใช้สารเคมีกันมาก มีผลกระทบต่อสายน้ำ การเปลี่ยนมาใช้ชีวภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ชุมชนตลอดสายน้ำได้น้ำที่ปลอดภัย”

เรื่องนี้ยังได้ขยายผลออกไปจนเป็นที่รับรู้ของทางราชการ และกลุ่มเกษตรสินสมบูรณ์ของชุมชนบ้านนอกไร่ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมจัดนิทรรศการโชว์ความก้าวหน้าและวิวัฒนาการของกลุ่มในงานวันมังคุดหวานลานสกา เมื่อวันที่ ๑๔-๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗ นับเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากโครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้ นอกจากประสบความสำเร็จในการจัดนิทรรศการในครั้งนี้แล้ว ทางกลุ่มยังได้รับมอบหมายจากท่านนายอำเภออิสรา ทองธวัช นายอำเภอลานสกา ให้เป็นผู้ประสานงานในการจัดเวทีวิชาการเกษตรชีวภาพ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ในงานวันมังคุดหวานลานสกา โดยได้รับเกียรติจากท่านนายอำเภออิสรา ทองธวัช นายอำเภอลานสกา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พระสุวรรณ คเวสโก เจ้าอาวาส วัดป่ายาง หัวหน้าคณะทำงานเครือข่ายเกษตรชีวภาพ บรรยายเกษตรธรรมวิถีไท นายวีรยุทธ จินาวงศ์ คณะทำงานเครือข่ายเกษตรชีวภาพจากจังหวัดกระบี่ นายอนุภัทร จันตราชู นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นวิทยากรร่วม นายอุทัย แกล้วกล้า นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นวิทยากรและผู้สังเคราะห์เวที นางชวรีย์ กิ่งรัตน์ นักวิชาการจากกองทุนสวนยาง เป็นผู้ดำเนินรายการ การมีส่วนร่วมในการจัดงานวันมังคุดหวานลานสกาในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของภาคประชาชนที่ได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตนเอง ตามศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อผู้เข้าชมตลอดงานนับหมื่นจนชื่อเสียงกลุ่มเกษตรสินสมบูรณ์ได้ขจรกระจายไปเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น
ความสำเร็จในครั้งนี้ ย่อมอยู่ในสายตาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจะให้ความช่วยเหลือในส่วนที่ขาดเพื่อต้องการให้ชุมชนเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อความเข้มแข็งด้วยลำแข้งลำขาของตนเอง ด้วยการสนับสนุนเครื่องผสมปุ๋ยให้กับกลุ่ม ๑ เครื่อง มูลค่า ๕๐,๐๐ บาท จากองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเล โดยมีนายโสภณ พรหมแก้ว นายก อบต.ขุนทะเล เดินทางมามอบเครื่องผสมปุ๋ยด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ณ ที่ทำการกลุ่มเกษตรสินสมบูรณ์ ภายใต้สโลแกน “พวกเติ้น(คุณ) ทำคลอด ถ้ารอดผมเลี้ยง” ซึ่งหมายถึงการให้สิทธิและโอกาสกับชุมชนบ้านนอกไร่จัดตั้งองค์กรเกษตรชีวภาพทั่วท้องถิ่น หากองค์กรใดสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมได้ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเลจะรับช่วงพัฒนาให้การต่อยอดเสริมรากแทนการทุ่มเงินให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนตามประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมา
ชีวภาพกับการเชื่อมร้อยชุมชนเข้าด้วยกัน
ดังที่ทราบมาแล้วว่าชุมชนบ้านนอกไร่ขยายตัวแยกมาจากชุมชนบ้านบ่อน้ำซับ ทั้งๆ ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแต่คนในชุมชนน้ำซับคิดว่าศักดิ์ศรีเหนือกว่าจึงไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนบ้านนอกไร่ ถึงแม้ผู้ใหญ่วิชิต ชมกระบิล ผู้ใหญ่บ้านจะใช้เรื่องของเกษตรชีวภาพเป็นวาระประชุมหลักของหมู่บ้านทุกครั้งไป แต่ยังไม่สามารถดึงคนจากบ้านบ่อน้ำซับเข้าร่วมกิจกรรมได้ กระทั่งล่าสุดนายสุทธิใจ จิตรอุฬาร์ ส.อบต. ได้ทดลองทำชีวภาพใช้กับแปลงปลูกชะอมจนประสบความสำเร็จที่เห็นผลชัดเจน ชะอมยอดอวบอ้วน ผลผลิตได้มากกว่าเดิมลงทุนน้อยกว่า ใช้เวลาศึกษาอยู่ประมาณ ๗ เดือน จึงขยายผลออกไปสู่ชุมชนบ้านน้ำซับ เมื่อดึงคนเข้าร่วมเรียนรู้กับชุมชนบ้านนอกไร่ที่เขาทำกันมาก่อน ซึ่งไม่เสียแรงเปล่ามีผู้เข้าร่วมอุดมการณ์ถึง ๒๒ คน จนกระทั่งได้รับฉายา อบต.ชะอม (นายสุทธิใจ จิตรอุฬาร์)
การขยายเครือข่ายของเกษตรชีวภาพไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แต่นั้นได้ขยายผลต่อไปยังชุมชนข้างเคียงอย่างชุมชนบ้านในไร่ หมู่ที่ ๗ ตำบลลานสกา กลุ่มเจดีย์ หมู่ที่ ๒ ตำบลลานสกาและได้ขยายไปถึงหมู่ที่ ๑๑ ตำบลขุนทะเล ก่อให้เกิดกลุ่มเกษตรอินทรีย์หลาขี้เหล็ก นับเป็นความสำเร็จอีกอย่างของกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์ ภายใต้สโลแกน “ร่วมกันรู้แยกกันทำ” เป็นกลุ่มที่ไม่เอาผลประโยชน์ที่เป็นตัว “เงิน” เข้ามาเป็นตัวตั้งในการดำเนินกิจกรรม

โรงเรียนแก้จนมีวันนี้ได้....เพราะมีกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินบูรณ์
กระแสการตอบรับเรื่องชีวภาพในพื้นที่อำเภอลานสกาไม่ใช่เพียงแค่เกิดกิจกรรมการทำและการใช้ชีวภาพ แต่ได้ขยายรวมไปถึงกระบวนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่มภายในชุมชน และขยายไปสู่เครือข่ายในทุกระดับ โดยการใช้ชีวภาพเป็นเครื่องมือรวมกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จะนำไปสู่การเรียนรู้หลักคิดที่ถูกต้อง หลักวิชา ที่ต้องศึกษาเอาจากชาวบ้าน ศึกษาจากผู้ที่ทำมาก่อน ศึกษาจากกันเอง ศึกษาจากเอกสาร แล้วไปลงมือปฏิบัติทดลองทำเอง ใช้เอง หรือสิ่งที่เครือข่ายเกษตรชีวภาพกำลังขับเคลื่อนกันอยู่นี้อาจจะกล้าหาญฝันไปถึง “การปฏิวัติความคิด ด้วยเกษตรชีภาพ” ก็เป็นได้ โดยเป้าหมายของเครือข่ายเกษตรชีวภาพ คือ ชุมชนเป็นสุขด้วย “สังคมชีวภาพ” อันประกอบด้วย กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความรู้ชีวภาพประจำถิ่น ขยายสู่สุขภาพองค์รวม
ด้วยในอำเภอลานสกามีกลุ่มกิจกรรมชีวภาพที่ทำจริงในพื้นที่และหลายกลุ่มที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์ ที่อำเภอลานสกา สำนักงานเกษตรอำเภอลานสกา และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอลานสกา ยอมรับให้กลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์และชุมชนอกไร่เป็นชุมชนต้นแบบ พร้อมกับผลักดันนโยบายจังหวัด “จังหวัดนครศรีธรรมราชเมืองเกษตรอินทรีย์” โดยมีเป้าหมายให้ ๘๔,๐๐๐ ไร่ ในปี ๒๕๕๒ ซึ่งหน่วยงานรับผิดชอบหลักคือสำนักงานเกษตร และองค์การบริหารส่วนตำบลขุนทะเลก็ตอบรับนโยบายนี้อย่างชัดเจน

เมื่อเป้าหมายชัดเจน คนพร้อมและมีใจ สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีการขับเคลื่อน
สำนักงานเกษตรอำเภอลานกาได้เล็งเห็นความสำคัญเรื่องการพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วมจึงได้เชิญ ลุงประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์ชาวบ้านผู้นำชุมชน ที่ทำงานพัฒนามายาวนานจนได้รับรางวัลรางวัลแมกไซไซ สาขาผู้นำชุมชน ประจำปี พ.ศ.๒๕๔๗ มาให้ความรู้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรกรเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ลุงยงค์จึงให้คำแนะนำให้ยึดหลักการเรียนรู้และพัฒนาคนเป็นหลัก โดยยกกรณีตัวอย่างโรงเรียนมังคุด การทำแผนแม่บทชุมชน และวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น
ลุงยงค์ผู้มีส่วนสำคัญในการก่อโรงเรียนมังคุด ที่ลานสกา ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งของเครือข่ายยมนา โดยชุมชนไม้เรียงก็เป็นต้นแบบในเรื่องนี้ และพร้อมจะส่งบุคลากรมาช่วยการตั้งโรงเรียนแก้จนที่ลานสกา และได้คุณบุเรง ชิตมาลย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของเกษตรและเคยขับเคลื่อนงานกับไม้เรียงมาก่อน รับภาระมาทำเรื่องนี้ หลังจากนั้นเกษตรอำเภอลานสกาโดยการร่วมมือผลักดันของคุณบุเรงก็ได้เสนอโครงการโรงเรียนแก้จน ผ่านการสนับสนุนงบตามนโยบายจังหวัด และการสนับสนุนพื้นที่สาธารณะประโยชน์จำนวน ๓๙ ไร่ ที่หมู่ ๙ ต. ขุนทะเล ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อบต. ขุนทะเล จัดทำเป็นแปลงสาธิตและเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับชาวบ้าน
คุณบุเรงได้ตัดสินใจลาออกจากราชการและมุ่งมั่นจะสร้างการเรียนรู้ให้เกษตรกร จึงได้ประสานระดมทุนทางสังคม ทั้งในภาคส่วนชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์ ภาคส่วนท้องถิ่น และภาคราชการทั้งจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่ให้การรับรองวุฒิบัตรสำหรับผู้ที่ผ่านการเรียนรู้ที่โรงเรียนนี้ ซึ่งปัจจุบัน(๒๕๔๙) มีนักเรียนในรุ่นที่ ๑ อายุเฉลี่ย ๖๐ กว่าปี จำนวน ๑๖ คน พึ่งได้รับพระราชทานวุฒิบัตรหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับนักเรียนโรงเรียนมังคุดอีก ๒๘ คน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี อบต.ขุนทะเลผู้เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับอำเภอลานสกา และเกษตรอำเภอลานสกา
สถานที่เรียนเป็นที่โล่งล้อมรอบด้วยสวนยาง มีสระน้ำขนาด ๕ ไร่ และปลูกต้นไม้ไว้รอบขอบสระสร้างร่มเงาพอให้ได้หลบพัก มีระบบปั๊มน้ำจากสระไหลไปตามท่อส่งที่มีการลดแรงดันเป็นระยะเพื่อป้องกันท่อแตก วางไปตามแนวแปลงสาธิตจนทั่วพื้นที่ ที่เต็มไปด้วยข้าวโพดฝักอ่อน ผักบุ้งขึ้นเขียวขจี และบนขอบสระยังมีปล้องท่อสำหรับหมักน้ำหมักชีวภาพ ๒ ปลอก เปิดออกดูกำลังมีกลิ่นกรุ่นของน้ำหมักที่นักเรียนทำกันเอง
บนขอบสระได้ปลูกศาลาไว้หลังหนึ่งสำหรับเป็นอาคารอเนกประสงค์ เป็นอาคารเรียน และมีเพิงเล็กๆ พอที่จะแขวนกระดาน เก็บหนังสือ วางกล่องยาสามัญ มีกระจกแต่งตัวให้สาวๆ วัยรุ่นแย้มแต่งตัว บางทีก็ปรับเป็นครัวสำหรับทำอาหารตอนเที่ยงหรือเวลาจัดงานต่างๆ ที่มีแขกมามากๆ

เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ...จบหลักสูตรแล้วสามรุ่น
กระบวนการเรียนการสอน เป็นการเรียนทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ เมื่อเรียนรู้ทฤษฏีแล้วต้องได้ทดลองทำจริง มีแปลงสาธิตปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ผักบุ้ง เมื่อเรียนจบหลักสูตรก็สามารถเก็บขายสร้างรายได้ได้ด้วย มาถึงวันนี้มีนักเรียนเรียนจบหลักสูตรไปแล้ว ๒ รุ่น และกำลังรับรุ่นที่ ๓
ความสำคัญของโรงเรียนแก้จนคือ การได้เรียนรู้ของจริง และเรียนแล้วไปทำได้จริง ผู้มาเรียนเป็นเหมือนผู้ทดลอง มาทดลองร่วมกัน ศึกษาร่วมกัน วิทยากรเป็นเพียงพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำเท่านั้น หมอบูรณ์หนึ่งในวิทยากรหลักของโรงเรียนบอกว่า “คนมาเรียนที่นี้ ต้องหุงข้าวด้วยหม้อดินเป็น” “ทุกคนต้องถอดอายุ ถอดความเป็นตัวตนออกเมื่อเดินเข้ามาในโรงเรียนนี้” “ทุกคนมีสิทธิในการเรียนรู้ได้เท่ากัน” “กินข้าวร่วมกัน ทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน” บรรยากาศการเรียนการสอน เต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง และปรากฏภาพความประทับใจได้เห็นนักเรียนรุ่น ๑ ถึงจะจบไปแล้วยังกลับมาช่วยกันสร้างห้องส้วมให้รุ่นน้อง และแวะเวียนมาร่วมเรียนรู้ใหม่ ให้คำแนะนำรุ่นน้องด้วย
ส่วนการรับสมัครนักเรียนเป็นผู้ที่อยู่ในโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน สำหรับผู้ที่ขึ้นบัญชีจะได้รับการพิจารณาก่อน ส่วนที่เหลือจะพิจารณาตามความสนใจสมัครเข้ามาเรียน โดยเป็นการดูแลคนในเขตพื้นที่ตำบลขุนทะเลและกำลังขยายครอบคลุมอำเภอลานสกา สำหรับนักเรียนในรุ่นที่ ๑ ที่มีโครงการแก้ปัญหาความยากจนรองรับอยู่นั้น จะได้รับงบประมาณในการดูแลนักเรียนคนละ ๑๐๐ บาทต่อวัน เมื่อดำเนินการผ่านไปแล้ว ได้เกิดผลผลิตจากกิจกรรมการเรียน จะมีระบบการจัดการกันไว้ส่วนหนึ่งสำหรับสนับสนุนกิจกรรมในโรงเรียน เพื่อไม่ต้องพึ่งพิงงบประมาณจาก หน่วยงานรัฐเพียงส่วนเดียว
ครูของโรงเรียนแก้จนมีทั้งหมด ๓ คน ประกอบด้วย คุณบุเรง ชิตมาลย์ จะเป็นผู้ให้ความรู้ทั่วไปเพื่อปูพื้นทางวิชาการด้านการเกษตร หมอบูรณ์ – สมบูรณ์ จันทร์จรุง หมอน้ำหมักจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์จะให้ความรู้เรื่องชีวภาพ คุณสุจินต์ อินทคีรี จากกลุ่มไม้เรียงจะให้ความรู้เรื่องแผนแม่บทชุมชน วิสาหกิจชุมชน และการผลิตเครื่องอุปโภค บริโภคในครัวเรือน เน้นการพึ่งตนเองทั้งระดับชุมชนและครอบครัว

จากกิจกรรมดีดีที่เกิดขึ้นนี้ คงไม่ใช่เป็นผลงานของส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เป็นผลงานร่วมกันของชาวลานสกาและชาวตำบลขุนทะเล ตลอดจนชาวนอกไร่และกลุ่มเกษตรอินทรีย์สินสมบูรณ์ ที่ได้ร่วมกันผลักดันสร้างกระแสเกษตรชีวภาพ พร้อมทั้งหน่วยสนับสนุนจากภายนอกอีกหลายหน่วยงาน แต่ทั้งนี้บทพิสูจน์ความจริงอยู่ที่พื้นที่ คนในพื้นที่เป็นหลัก ดังคำพูดของชาวนอกไร่ที่ว่า
“ถ้าเราไม่ปล้ำกันจนตัวนวล มีหรือวันนี้เราจะคุยกับ อบต.ได้ นั่งกินข้าวร่วมกันกับนายเภอ ผู้ว่ามาเยี่ยม ราชการวิ่งเข้ามาช่วย”
ดังนั้นความสำเร็จในการดำเนินการจึงไม่ใช่แค่ได้งบประมาณ เพื่อดำเนินการ แต่เป็นการได้มีสิทธิมีเสียงมีส่วนในการกำหนดนโยบายของพื้นที่ ทั้งจากกรณีทำให้ปรากฏเป็นนโยบายสาธารณะอย่างเกษตรชีวภาพที่ลานสกา เมื่อมีเสียงตอบรับจากชุมชนเต็มร้อยยังไงท้องถิ่น ราชการก็ต้องหนุน แต่การขับเคลื่อนต้องอยู่บนหลักคิดที่ถูกต้องเป็นสำคัญ ทั้งกระบวนการมีส่วนร่วม กระบวนการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สื่อสารขยายผล และการจัดการด้วยระบบธรรมาภิบาล
และที่สำคัญต้องให้ส่งเสริมเกิดการจัดกระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องอื่นของชุมชน ให้มากขึ้น


บรรณานุกรม
อนุภัทร จันตราชู, ช่วน ยอดวิจารณ์ และคณะ. ผู้ใหญ่ ผู้ช่วยหมา หมอน้ำหมัก ที่บ้านนอกไร่. ปฏิวัติที่โลกใบเล็ก ; ปฏิวัติความคิดสู่ความสุขด้วยเกษตรชีวภาพ. โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้. กรุงเทพฯ. อุษาการพิมพ์, ๒๕๔๙.

for ever

for ever